[Trans] บทสัมภาษณ์ซันนี่จากนิตยสาร SURE ฉบับเดือนพฤษภาคม 2016


บทสัมภาษณ์ซันนี่ ในนิตยสาร SURE ฉบับเดือนพฤษภาคม 2016 - "SUNNY DAYS"

หน้าร้อน, ซันนี่, และ บาหลี โซนยอชิแด ซันนี่ ในต่างแดนพร้อมกับการแต่งหน้าที่ดูเตรียมพร้อมกับฤดูที่จะมาถึง

"ถ่ายกันในน้ำก็ได้ค่ะ ฉันว่ายน้ำเก่งอยู่นะคะ" ซันนี่กล่าวก่อนเราจะเริ่มถ่ายกัน เธอแสดงให้เห็นถึงความที่เป็นคนง่ายๆเป็นกันเองอย่างที่พวกเราเคยได้ยินมา จริงๆครั้งนี้ถือเป็นครั้งที่ 2 ที่พวกเราได้ร่วมงานถ่ายแบบกับเธอ บทความเกี่ยวกับการแต่งหน้า 2 บทความได้ถูกเขียนขึ้นโดนบรรณาธิการมันเลยดูเข้ากันได้อย่างน่าประหลาดใจ ซันนี่ค่อยๆสร้างบรรยากาศให้ดูสบายๆ เธอไม่ได้แสดงถึงความเครียดหรือความกังวลใดๆตลอดการถ่ายทำทั้งใต้แสงแดดหรือใต้น้ำ อากาศที่บาหลีอุณหภูมิกว่า 30⁰C ทั้งซันนี่และทีมงานต่างก็ตั้งใจทำงานโดยไม่สนใจอากาศร้อนนี้

การถ่ายแบบครั้งนี้ถือว่าเป็นการมาอย่างเงียบๆนะ อย่างไรก็ตามซันนี่ไม่ได้มาถ่ายแบบที่บาหลีคนเดียว เพื่อนสนิทของซันนี่อย่างฮโยยอนก็มาร่วมทริปครั้งนี้ด้วย โดยทั้งคู่จะแบบให้กับนิตยสาร SURE ทั้งคู่ (ซันนี่ออกฉบับเดือนพฤษภาคม ฮโยยอนออกฉบับกรกฏาคม) ทั้งนี้ขอบคุณ 'ซันฮโย' ด้วย การมาทริปที่บาหลีครั้งนี้พวกเธอได้สร้าวงความทรงจำที่สนุกๆมากมายพร้อมกับทีมงานตลอดการถ่ายแบบครั้งนี้ และซันนี่ยังได้ให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับความสวยความงานในบาหลีด้วย


SURE: นี่ก็ถือว่านานมากๆแล้วที่คุณไม่ได้มาเที่ยวพักผ่อน โดยไม่ต้องกังวลเรื่องงาน
ซันนี่: ใช่แล้วค่ะ นอกจากการถ่ายแบบครั้งนี้แล้ว ฉันก็ไม่มีงานยุ่งๆอย่างอื่นอีก เลยมีอิสระอยู่ค่ะ ปกติแล้วฉันจะพยายามนอนหลับพักผ่อนเยอะๆ แต่ก็ไม่ค่อยได้มีโอกาสจะทำแบบนั้น พอถ่ายแบบเสร็จ ฉันก็ไปนวดที่รีสอร์ทค่ะ หลังจากนั้นก็นอนหลับไปเลย พอรอบนี้มาบาหลี ทั้งร่างกายและจิตใจของฉันก็รู้สึกสบายทั้งคู่

SURE: ปกติแล้วแต่งหน้าหรือเปล่า?
ซันนี่: ฉันมักจะไปไหนมาไหนด้วยหน้าเปล่าๆนะคะ หน้าเปล่าแบบไม่แต่งหน้าเลย ขนาดคนรอบข้างยังเคยบอกให้ฉันแต่งหน้าบ้างเวลาไปข้างนอก หลังจากนั้นมาฉันเลยแต่งหน้าธรรมดาๆ เช่นทาบีบีครีมหรือคูชั่น ถ้าต้องไปไหนแล้วไม่อยากโชว์หน้า ฉันก็จะใส่แว่นกันแดดเอาค่ะ


SURE: คืนก่อนที่มีปาร์ตี้กับทีมงานกัน คุณดูเป็นอีกคนเลยนะ
ซันนี่: พอวันไหนเป็นวันพิเศษๆ ฉันจะทำผมที่ต่างออกไปค่ะ ยกตัวอย่าง ฉันจะแบางผมเป็น 1 ต่อ 9 แล้วก็มัดค่ะ อย่างวันนี้ก็เช่นกัน ถ้าเราทำแบบนี้ต่อให้ไม่ได้แต่งหน้าอะไรเป็นพิเศษ เราก็จะสามารถให้ความรู้สึกที่ต่างออกไปได้นะ อ่า ฉันแต่งไอน์ไลนืเนอร์มากกว่าปกติด้วย เส้นบางๆแต่คม เหมือนกับตาของแมวค่ะ

SURE: สำหรับซันนี่แล้ว ความสวยงามคือ?
ซันนี่: ความสวยงามในตัวของมันเอง ที่ไม่ต้องตกแต่งค่ะ การเป็นตัวของเราเอง


POOLSIDE RED

ถ้าหากคุณจะไปออกแดดทั้งวันจนผิวแทน ฉันแนะนำให้อวดผิวอย่างธรรมชาติค่ะ โดยทาบีบีครีมหน่อย ตามด้วยอายชาโดว์และอายไลน์เนอร์ หลังจากนั้นก็ทามาสคาร่าแบบกันน้ำตามขนตางอน แล้วถ้าใช้ลิปสติกแบบสองเฉดสี เราจะสามารถทำให้ริมฝีปากเราดูสวยแบบธรรมชาติด้วยค่ะ

ซันนี่เลือก:
1. HeyNature Moist Tightening BB Cream
2. HeyNature All-in-One 8 Colour Shadow Palette in Office Girl

[Celebration] สุขสันต์วันเกิด “เจสสิก้า จอง” 18 เมษายน 2559

สุขสันต์วันเกิดนะคะสิก้า ขอให้มีความสุขมากๆ สุขภาพแข็งแรง กิจการเจริญรุ่งเรืองขายดิบขายดี อัลบัมโซโล่ที่กำลังจะออกขอให้ปังๆ ดังๆ เปรี้ยงๆนะคะ><

ขอให้มีแต่สิ่งดีๆเข้ามาในชีวิต ใครคิดไม่ดีขอให้เขาอย่าเข้าใกล้ ขอให้ไปที่ไหนมีแต่คนรักคนสนับสนุนนะคะ 01.gif

[Trans] บทสัมภาษณ์ซอฮยอนบนเว็บไซต์ The Move ประจำเดือนเมษายน 2016



บทสัมภาษณ์ของซอฮยอน กับการแสดงใน 'Mama Mia!' มิวสิคัล <ในบทบาทของโซฟี่>

ไอดอลที่เต็มไปด้วยความรักและตั้งใจในการทำงาน เธอผู้ที่เขียนไดอารี่และร้องเพลงขณะที่วิ่งอยู่บนลู่วิ่งออกกำลังกาย

โซฟี่ จากเรื่อง Mamma Mia! ที่เป็นที่รู้จักกับใครต่างๆมากมายด้วยบทบาทเดียวกัน ที่มี Amada Seyfried รับบทหญิงสาวที่กล้าหาญอย่างโซฟี่ ซอฮยอน วงโซนยอชิแด ได้รับบทโซฟี่ หญิงสาวที่เปี่ยมไปด้วยความทะเยอทะยานและไอเดียสุดเก๋ เธอได้เชิญชาย 3 คน ที่มีแนวโน้มว่าจะเป็นคุณพ่อของเธอมางานแต่งงาน โดยที่คุณแม่ของเธอไม่ทราบเรื่องมาก่อน

ซอฮยอน ผู้ที่ปกติมีภาพลักษณ์ที่ดูใจเย็นและสงบเสงี่ยม เธอได้พลิกบทบาทจากละครคลาสสิคมาสู่บทบาทหญิงสาวที่กล้าหาญ การที่เธอได้รับบทครั้งนี้ไม่ใช่เพราะชื่อเสียงหรือการเป็นไอดอลของเธอ แม้ว่าเธอจะรับบทที่มีคนแสดงบทเดียวกันถึงสามคน แต่เธอก็ยังเป็นไอดอลคนเดียวที่สามารถเอาชนะการออดิชั่น เป็น 1 ใน 350 คน

หนึ่งสาเหตุที่ซอฮยอนผ่านการออดิชั่นก็เพราะ 'ความรักความปรารถนา' ของเธอ โดยซอฮยอนได้ทำไดอารี่ของคุณแม่ อย่างดอนน่าขึ้นมาและซ้อมมัน เราจะเล่าเรื่องราวของ Mamma Mia! ตามแบบฉบับของซอฮยอน และอ๊คจูฮยอน ที่ปรึกษาและพี่สาวคนสนิท รวมไปถึงการพูดคุยเกียวกับมุมมองในฐานะไอดอลที่เป็นนักแสดงของซอฮยอน


Q: เราได้ยินมาว่าคุณถึงกับทำไดอารี่ของดอนนี่ ที่เป็นคุณแม่ของโซฟี่ เพื่อการออดิชั่นเลย
ซอฮยอน: ฉันชอบเรื่องราวของ Mamma Mia! มากๆค่ะ แล้วก็หวังว่าจะมีโอกาสมาออดิชั่น นอกเหนือจากการคิดถึงการได้รับบมนี้แล้ว ฉันก็รู้สึกชอบมากๆค่ะที่ตัวเองสามารถมาร่วมการออดิชั่นได้ แต่ฉันไม่ได้แค่อยากออดิชั่น แต่เรื่องนี้ในฉบับมิวสิคัลนั้นเริ่มต้นจากไดอารี่ของคุณแม่นะคะ ตอนแรกฉันเขียนไดอารี่ใส่แผ่นกระดาษ แต่ฉันก็มานั่งคิดแล้วก็สงสัยค่ะว่า "หน้าตาไดอารี่ของดอนน่าจะเป็นยังไงนะ?" เลยจบลงที่ฉันทำไดอารี่ขึ้นมาหนึ่งเล่มค่ะ "หากนี่เป็นไดอารี่ของคุณแม่แล้ว ฉันจะอ่านมันยังไงนะ"

Q: ตัวละครโซฟี่นั้นมีความใจกล้าอยู่ คุณมีนิสัยแบบนั้นบ้างหรือเปล่า?
ซอฮยอน: ฉันคิดว่าฉันไม่ค่อยมีโอกาสได้แสดงความเป็นตัวของฉันหรือนิสัยของฉันออกสื่อเท่าไหร่นะคะ เวลาไปออกรายการวาไรตี้ ฉันก็ไม่ค่อยเผยตัวตนของฉันค่ะ ฉันเป็นคนที่มีนิสัยหลายด้านนะคะ แล้วก็ไม่ค่อยเผยให้เห็นสักเท่าไหร่ แต่นี่คงเป็นข้อดีของมันด้วย ถ้าฉันเผยด้านใดสักด้านของฉันออกไป ผ่านการขยายของตัวละครบทนั้นๆ ทุกคนคงแปลกใจไม่น้อยแล้วก็คิดว่า 'ซอฮยอนมีด้านนี้ด้วยหรอ?' ถ้าหากฉันเริ่มสนิทกับใครแล้วคนนั้นยังไม่รู้จักฉันดีสักเท่าไหร่ บางทีพวกเขาก็แปลกใจเหมือนกันค่ะ แล้วก็บอกว่า "เธอมีด้านนี้ด้วยหรอ?" ในรายการทีวี ฉันไม่ค่อยพูดสักเท่าไหร่ ทำให้ดูมีภาพลักษณ์ที่เป้นคนเงียบๆ คิมกึมนาออนนี่ อีกหนึ่งนักแสดงที่รับบทโซฟี่ พี่เขามักจะบอกกับฉันเสมอค่ะ ว่า "ฉันคิดว่าเธอเป็นคนเงียบๆเสียอีก แต่เธอก็มีเสน่ห์ที่น่าสนใจนะ ฉันคิดว่าถ้าคนอื่นรู้จักด้านนี้ของเธอด้วยก็คงดีนะ" ที่หลังเวที ถ้าหากดอนน่ากำลังท่องบทของเธออยู่ ฉันก็จะแกล้งไปเล่นเป็นแซมค่ะ


Q: ตอนละครเวที Moon Embracing the Sun เราได้สัมภาษณ์ คยูฮยอน วงซุปเปอร์จูเนียร์ ตอนนั้นคยูฮยอนบอกว่า ถ้าหากเปรียบเทียบกันระหว่างการเดบิวต์มิวสิคัล ของซอฮยอนนั้นดีกว่าของเขา
ซอฮยอน: ฉันรู้สึกขอบคุณมากเลยค่ะ พอได้ยินแบบนี้แล้วก็รู้สึกตัวเองมีความรับผิดชอบเยอะมากๆ *หัวเราะ* ฉันคิดว่าคยูฮยอนอปป้าเก่งกว่าฉันเยอะเลยนะคะ เขาเลยทำให้ฉันอยากจะทำสิ่งที่ฉันอยู่ตอนนี้ให้ดียิ่งขึ้นต่อไป

Q: ในฐานะนักแสดง มีคำแนะนำอันไหนไหมที่ช่วยเราได้อย่างมาก หรือเป็นคำที่รุ่นพี่บอกเรา แล้วมีคำแนะนำอันไหนที่คุณยึดติดเก็บมาใช้ตลอดไหม
ซอฮยอน: อ๊คจูฮยอนออนนี่เคยแนะนำฉันค่ะว่า "อย่าพยายามที่จะร้องเพลง การพยายามร้องเพลงเป็นปัญหาอย่างนึงของนักร้องที่พยายามจะร้องเพลงออกมาดี แต่กับมิวสิคัลแล้ว เราต้องแสดงด้วย แล้วเมื่ออารมณ์พัดพาไปถึงจุดนึงเมื่อเราเติมทำนองมันจะกลายเป็นการร้องเพลงเอง อย่าคิดแบ่งแยกมัน ไม่ใช่การที่แสดงด้วยร้องด้วย" จากคะแนะนำของออนนี่ ฉันได้เรียนรุ้ระหว่างการร้องเพลงในฐานะนักร้องค่ะ การแมชท์พลังของเรากับคนดูเป็นอะไรที่สำคัญนะคะ ในมิวสิคัลเราต้องจัดลำดับความสำคัญของอารมณ์ค่ะ ตอนแรกคำแนะนำจากออนนี่ก็ดูเป็นอะไรที่ยากค่ะ แต่เมื่อเวลาผ่านไป ฉันก็รับรู้ได้ค่ะว่าคำแนะนำของออนนี่เป็นอะไรที่ถูกต้องแล้ว


Q: สองหัวใจ หนึ่งความคิด อ๊คจูฮยอนได้พูดถึงซอฮยอนในบทสัมภาษณ์ของเธอสำหรับ Mata Hari ด้วย
ซอฮยอน: *หัวเราะ* หลังจากได้ชมงานของออนนี่แล้ว ฉันก็อยากจะแสดงมิวสิคัลเลยค่ะ ออนนี่เป็นคนที่น่าชื่นชมและเท่มากๆค่ะ ตอนที่ฉันได้เห็นออนนี่เป็นยังไงเวลาไม่ได้อยู่บนเวทีแล้ว ฉันได้เรียนรู้การดูแลตัวเองผ่านเธอค่ะ ตอนที่ออนนี่กำลังแสดง เธอจะรวบรวมแบบของเธอสำหรับการแสดง สำหรับนักแสดงมิวสิคัลแล้ว คอเป็นอะไรที่สำคัญที่สุดค่ะ ฉะนั้นเวลาที่ออนนี่แสดง เธอจะไม่ไปพบปะใครเยอะแยะค่ะ เพื่อเป็นการเซฟสุขภาพคอและเสียงของเธอเอง และเพื่อเป็นการทำให้ตัวเองแข็งแรง ฉันให้ออนนี่เล่นทั้งบัลเลต์, โยคะ, และไพเรตค่ะ จูฮยอนออนนี่เคยบอกฉันค่ะว่า "แม้ว่าเธอจะแสดงการแสดงครั้งที่ร้อยหรือพัน แต่ในทุกรอบจะมีคนดูที่เพิ่งมาดูละครเวทีนี้เป็นครั้งแรก สำหรับคนเหล่านั้นแล้ว เธอต้องตั้งใจแสดงในทุกๆครั้ง แสดงอยราวกับว่านี่เป็นการแสดงครั้งแรกของเธอ" และตอนนี้ฉันได้มายืนอยู่บนเวทีมิวสิคัลแล้ว ฉันคิดว่าฉันสามารถเอาคำพูดเหล่านั้นมาใช้ได้ค่ะ

Q: พอเห็นตารางการดูแลตัวเองของอ๊คจูฮยอนแล้ว ตัวคุณเองดูแลตัวเองอย่างไร?
ซอฮยอน: วันไหนที่ต้องแสดง ฉันจะพยายามเลี่ยงการพบปะผู้คนเท่าที่ทำได้ค่ะ เพราะเป็นการเก็บเสียงจัวเองไว้ เพราะหากเราเจอกับคนแล้ว ก็เป็นเรื่องยากที่จะไม่ใช้เสียงค่ะ การนอนช่วยเรื่องเสียงนะคะ ฉะนั้นคืนก่อนแสดงฉันจะเข้านอนเร็วค่ะ การทำให้ร่างการแข็งแกร่งเป็นเรื่องที่สำคัญเช่นกัน ฉันเลยจะไปออกกำลังกายวิ่งบนลู่วิ่งแล้วก็ร้องเพลงไปด้วยค่ะ


Q: ถ้านับรวม Mamma Mia! ด้วย คุณก็แสดงมิวสิคัลมา 3 เรื่องแล้ว คุณคงเข้าใจและเข้าถึงบทของตัวละครนั้นๆได้ดียิ่งขึ้น
ซอฮยอน: ฉันคิดว่าการเข้าถึงบทให้ได้อย่างถ่องแท้เป็นอะไรที่สำคัญนะคะ ฉะนั้นตอนแรกมิวสิคัลเรื่องแรก อย่าง Moon Embracing the Sun ฉันก็ไปอ่านนิยายเรื่องนั้นก่อนค่ะ แล้วพอได้สคริปบทมาแล้ว ฉันก็จะเช็คบทของยอนอูที่ฉันแสดง ควบคู่กับบทในนิยายแล้วไฮไลท์ไว้ค่ะ เพื่อเข้าใจตัวละคร หลังจากอ่านสคริปหมดแล้ว ฉันก็พยายามจะดึงลักษณะนิสัยของตัวฉันที่เข้ากับบทนั้นๆออกมาค่ะ

Q: หากคุณอ่านนิยาย Moon Embracing the Sun เพื่อที่จะเข้าถึงบทยอนอู งั้นคุณก็คงเคยชมภาพยนตร์ Mamma Mia! ที่ Amanda Seyfried ร่วมแสดง
ซอฮยอน: ตอนที่ฉันกำลังชมภาพยนตร์อยู่ ฉันก็ต้องระวังค่ะ เพราะว่าโซฟี่ที่ฉันแสดงกับโซฟี่ที่ Amanda Seyfried แสดง ต้องออกมาไม่เหมือนกัน ฉันเลยพยายามอย่างหนักเพื่อที่จะไม่ซึมซับโซฟี่ในภาพยนตร์ค่ะ แต่ฉันดูเพราะเพื่อที่จะฝึกภาพลักษณ์และดูความสวยงามจากฉากเมืองกรีซ แสดงแดดที่สดใสและทรายที่สวยงาม ฉันจะโฟกัสเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างคุณแม่ดอนนี่และคุณพ่อทั้งสามมากกว่าค่ะ


Q: โซฟี่ในเวอร์ชั่นของซอฮยอนเป็นยังไง?
ซอฮยอน: คงเป็นโซฟี่สัญชาติเกาหลีค่ะ *หัวเราะ* ไม่เหมือนกัน Amanda Seyfried เวอร์ชั่นภาพยนตร์ ฉันจะแสดงให้เห็นถึงโซฟี่ที่มีความกล้าหาญและไหวพริบค่ะ

Q: เพลงในมิวสิคัลนี้ไม่แต่งขึ้นมาเพื่อการแสดงมิวสิคัล แต่ประกอบไปด้วยเพลงจาก ABBA ที่เป็นวงของสวีเดน?
ซอฮยอน: ไม่ได้เป็นแค่เพลงที่แต่งมาเพื่อมิวสิคัล แต่เพลงของ ABBA ได้รับความชอบความนิยมกว่า 40 ปี ทั่วโลกนะคะ ฉันก็อยากเป็นอย่าง ABBA นะคะ ที่ได้รับความรักจากเพลงที่ทำแม้ว่าเวลาจะผ่านไปนานแค่ไหน ความสุขที่สุดของการเป็นนักร้องคงเป็นการที่เพลงของเราได้รับความรักเป็นเวลานาน จากรุ่นสู่รุ่น ฉันก็อิจฉานะคะ แต่มันก็เป็นการกระตุ้นการกระกายการร้องเพลงของฉันแบบนี้ในอนาคตด้วยค่ะ


Q: กระแสตอบรับจากแฟนๆต่างประเทศบน SNS ของคุณเป็นยังไงบ้าง?
ซอฮยอน: แฟนๆทราบดีค่ะว่าฉันมีความสุขเวลาที่ได้แสดงมิวสิคัล พวกเขาให้กำลังใจฉันผ่าน SNS ครั้งนึงแฟนๆคอมเมนท์บอกว่า "ฉันเป็นแฟนคลับของเธอนะ แต่ก็กังวลว่าเธอจะแสดงออกมาได้ดีหรือเปล่า หลังตากที่ได้เจอเธอแล้ว มันเป็นอะไรที่เซอร์ไพรส์มากเลย" หลังจากอ่านคอมเมนท์นั้นแล้วฉันก็รู้สึกกขอบคุณมากๆค่ะ ฉันยังรู้สึกซึ้งกับแฟนๆที่คอมเมนท์ว่า "ฉันเชียร์เธอนะ ไม่ใช่ในฐานะนักร้อง แต่ในฐานะที่ฉันเป็นแฟนของการแสดงมิวสิคัล"

Q: แต่คนทั่วไปก็อาจจะมองว่าคุณเป็นนักแสดงที่เป็นไอดอล
ซอฮยอน: ฉันคิดว่ามันเป็นอะไรที่เห็นชัดอยู่แล้วค่ะว่าคนจะมองว่าฉันเป็นไอดอล เพราะฉันไม่ได้เริ่มต้นจากการเป็นนักแสดงมิวสิคัล ความจริงที่ว่าแว้บแรกที่พวกเขาเห็นฉัน เขาไม่ได้นึกถึงนักแสดงมิวสืคัล แต่เป็นซอฮยอน วง โซนยอชิแด มันก็มีทั้งข้อดีและข้อเสียนะคะ ถ้ามองมันอีกมุมมันก็เหมือนดาบสองคมค่ะ แต่ฉันคิดว่ามิวสิคัลยังไม่ได้รับความนิยมเท่าไหร่ ไม่เหมือนกัน Broadway ค่ะ

ถึงอย่างนั้นแล้วต่อให้คนที่ไม่สนใจมิวสิคัลหรือคนที่รู้จักฉันหรือโซนยอชิแดคิดว่า "ซอฮยอนแสดงมิวสิคัลหรอ? จะเป็นยังไงนะสงสัยจัง" ฉันก็คิดว่าที่คงเป็นข้อดีของไอดอลที่แสดงมิวสิคัลค่ะ ที่สามารถสร้างความสงสัยให้กับพวกเขาได้ แต่การที่คนดูมาชมการแสดงหลังจากเห็นชื่อของฉันแล้ว ฉันหากร้องเพลงไม่ดีแสดงไม่ได้นั้นคงเป็นอะไรที่แย่มากๆ ในฐานะไอดอลการที่เราไปยืนอยู่บนเวที ฉันคิดว่าการได้รับการยอมรับจากคนดูคือความรับผิดชอบของฉันค่ะ สุดท้ายแล้วมันก็จะทำให้เรารู้สึกตื้นตัน ไม่ว่าเราจะเป็นไอดอลหรือไม่ ในคนดูนั้นมีทั้งคนมาชมมิวสิคัลและมีคนที่มาดูฉันเช่นกันค่ะ แล้วเพื่อเป็นการตอบสนองของทั้งสองกลุ่มแล้ว ฉันคิดว่าฉันควรมีความสามารถในการเข้าถึงการเป็นนักแสดงมิวสิคัลค่ะ ฉันเลยตั้งใจศึกษาเรียนรู้ถึงความแตกต่างระหว่างการร้องเพลงในฐานะนักร้อง และการร้องเพลงในฐานะนักแสดงมิวสิคัล

ยกตัวอย่าง เช่นการแสดงมิวสิคัล ไมค์จะถูกติดอยู่บนหน้าผากเราค่ะ ฉะนั้นเวลาร้องเพลง เราต้องใช้ Head Voice ในบทสัมภาษณ์อันอื่น ฉันถูกถามว่า 'หลังจากแสดงมิวสิคัลมา 3 เรื่องแล้ว มีอะไรที่เราสามารถทำได้ง่ายขึ้นไหม?' แต่เวลาที่เราได้รู้จักหรือเข้าถึงมิวสิคัลบมากขึ้นๆ เราได้เรียนรู้อะไรมากขึ้นค่ะ ฉันเลยยิ่งศึกษามากขึ้น ทำให้ฉันรู้สึกว่ามันรู้สึกยากขึ้นต่างหาก เวลาที่ยืนอยู่บนเวที ฉันคิดว่าความรู้สึกของการรับผิดชอบของฉันต้องชัดเจนและสมบูรณ์ค่ะ



Source: The Move
Eng Trans: @SonexStella
แปลไทย: Translator Gang ll soshifanclub ll http://www.soshifanclub.com

[เชิญชวน] Jessica Thailand Fan Meeting 2016 ร่วมกันเสนอโปรเจกต์งานมีตติ้งสิก้าค่ะ><

สวัสดีค่ะทุกคน วันนี้เค้ามีเรื่องจะมาบอกค่ะ

อากาศร้อนมากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก T_T

เกี่ยวกับกระทู้มั๊ยคะ ไม่เกี่ยวค่ะแต่อยากบ่น 555555555555555555555 นี่ประเทศไทยหรือซาอุค่ะ ร้อนตับแตกขนาดนี้T_T

แต่ท่ามกลางอากาศร้อนเราก็มีข่าวดีๆ มาช่วยให้เราแฮปปี้กันขึ้นมาค่ะ นั่นคือเจสสิก้าจะมีมีตติ้งงงงงงงงงงงงง ><
ทุกคนอาจจะเอ๊ะ เห็นภาพโปสเตอร์งานแล้วนี่ใช่งานมีตติ้งสิก้ามั๊ย เอ๊ะหรืองานสงกรานต์ที่ กทม จัด
เค้ายืนยันนะคะว่างานมีตติ้งสิก้าค่ะ พหวีด 5555555555555555555 ล้อเล่นนะคะ แซวกันขำๆเห็นคนแซวกันเยอะ(แต่เค้าก็ว่าเหมือนค่ะ พหวีด) 5555

แซวเสร็จก็เข้าเรื่องงานค่ะ เหมือนที่ทราบกันทุกคนนะคะ ว่าสิก้าจะมีมีตติ้งที่ไทยวันที่ 11 มิถุนายนที่จะถึงนี้ และก็เหมือนเคยค่ะ พวกเราแฟนชาวไทยจะพลาดการทำโปรเจกต์ไม่ได้
เค้าเลยตั้งกระทู้ขึ้นมาเพื่อให้ทุกคนเสนอคำที่จะใช้ชูในงานกันค่ะ >< ขอภายในวันอาทิตย์ที่ 15 พฤษภาคมนี้นะคะ พบ้าๆ

ปีที่แล้วสิก้าประทับใจกันไปแล้ว ปีนี้เค้าก็อยากให้เธอประทับใจอีกครั้งค่ะ ช่วงนี้สิก้าใกล้จะคัมแบ็คแล้วค่ะ
ไม่แน่ว่างานวันมีตติ้งเราอาจจะได้ดูเพลงใหม่ของเธอก็ได้นะคะ นี่เป็นเพียงความฝันที่เค้าอยากให้เป็นจริงๆ ค่ะ T_T ออกๆ มาซักทีค่ะสิก้า
เก็บเงินรอจนปลวกแทะเงินหมดแล้ววววววววววววววววววว T_T

สุดท้ายนี้มาช่วยกันคิดคำกันนะคะ ให้ลีลาวดีของเรามีความประทับใจกลับไปเหมือนคราวที่แล้วค่ะ พบ้าๆ mkb (27).gif


รายละเอียดงาน Jessica Thailand Fan Meeting 2016





ชื่องาน : Jessica Thailand Fan Meeting 2016 : Princess Under a Gold Sky
วัน และเวลา : 11 มิถุนายน 2016 เวลา 16.30 น. - 18.00 น.
สถานที่ : บีซีซี ฮอลล์ เซ็นทรัล พลาซ่า ลาดพร้าว ชั้น 5 (แผนที่)
การเดินทาง : MRT สถานี พหลโยธิน ทางออกเซนทรัล ลาดพร้าว

วัน และเวลาขายบัตร : 1 พฤษภาคม 2016 เวลา 11:00 เป็นต้นไป
สถานที่ขายบัตร : เดอะสตรีท (The Street) รัชดาภิเษก (แผนที่)
การเดินทาง : MRT สถานี ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย

เว็บไซต์ : https://www.facebook.com/JessicaThailandFanMeeting2016/

ผังที่นั่ง :


---------------------------------------------------------------

Event : Jessica Thailand Fan Meeting 2016 : Princess Under a Gold Sky
Date : June 11, 2016
Venue : BCC Hall Central Plaza Ladprao 5th Fl. (Maps)
Ticket Price : 6,000 / 4,500 / 3,500 / 2,500 Thai Baht
Ticket reservation : May 1 at The Street Ratchada, 11.00 onward (Maps)
Website : https://www.facebook.com/JessicaThailandFanMeeting2016/

[Trans] บทสัมภาษณ์ทิฟฟานี่จากนิตยสาร Pin Prestige ฉบับเดือนเมษายน 2016

*Pin Prestige เป็นนิตยสารของประเทศสิงคโปร์

ทิฟฟานี่ วงโซนยอชิแด กับการรอคอยของเธอจนถึงปัจจุบัน


การที่เราโตขึ้น ไม่ได้แปลว่าเราจะเลิกชอบสีชมพูหรือเลิกชอบทานไอศกรีมแล้ว หากวางความเป็นโซนยอชิแดลง เธอคนนี้คือผู้หญิงที่พร้อมจะลองเริ่มต้นทำอัลบั้มโซโล่ชุดแรกของเธอ "ตั้งแต่เป็นเด็กวัยรุ่นจนถึงหญิงสาววันยี่สิบกว่าๆ มีสิ่งนึงที่ไม่เคยเปลี่ยนค่ะ ฉันจะไม่หยุดฝัน และไม่หยุดไล่ตามฝันของฉัน ..."

"ถ้าคุณไม่ว่าอะไร ฉันขอเดินไปทานไปได้ไหมคะ?" ทิฟฟานี่ ฮวัง กล่าวขอขณะที่เธอกำลังเริ่มแกะห่อขนมปัง

"ได้สิคะ เอาเลย" ฉันตอบกลับในขณะเดียวกันก็แอบคิดในใจว่ารู้สึกตัวเองโชคดีมากๆที่ได้มาเห็นเธอแบบนี้ด้วยตาของฉันเอง เธอคนนี้คนที่มีภาพลักษณ์ที่ดูสมบูรณ์แบบเสมอต่อหน้ากล้อง บางคราวเธอก็ต้องไดเอทดูแลหุ่นเอสไลน์ของเธอ เพราะนั่นคือส่วนนึงของงานเธอ การที่เธอต้องยืนแสดงอยู่บนเวทีต่อหน้าแฟนๆเป็นล้านคน เป็นคนที่เป็นทั้งไอดอล, ดารา, เจ้าหญิง, และนางฟ้า เธอคนนี้ก็เป็นคนๆนึงที่เหมือนเรา เธอก็เป็นคนๆนึงที่กินขนมปังเหมือนกับเรา แถมยังทาแยมใส่ด้วยนะ

หลายๆคนคงคิดว่าการที่ได้เห็นคนดังคนนึงทานครัวซองซักชิ้นทำไมต้องทำให้เป็นเรื่องใหญ่? แต่กับตัวฉันเอง ฉันได้ยินมาว่าทางต้นสังกัดของเกาหลีเป็นอะไรที่เข้มงวดมากๆ ฉันเคยเห็นภาพก่อนเดบิวต์ของทิฟฟานี่ แถมยังเคยอ่านบทความการลดน้ำหนักของเธอ ใบหน้าที่แสนสวยราวกับนางฟ้าและหุ่นที่ดูสวยพิฆาตของเธอนั้นต้องใช้ความแข็งแรงและมุมานะ รวมไปถึงแรงใจแรงการมากมายกว่าจะได้มันมา

เมื่อก่อนเวลาเราสัมภาษณ์โซนยอชิแด เราจะเห็นสาวๆทั้งวงใส่ชุดที่สวยสะดุดตาพร้อมกับรอยยิ้มสะกดใจ เห็นแล้วก็ทำให้เรานึกถึงบาร์บี้ในชีวิตจริงกันเลยทีเดียว พวกเธอสวยอย่างที่เรานึกไม่ถึงเลยหละ แล้วกับตอนนี้ กับทิฟฟานี่ที่กำลังทานขนมปังอยู่ในตอนนี้ช่างเป็นอะไรที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง "โอ้! ฉันชอบทานแยมมากๆเลยค่ะ ฮ่าฮ่า" เธอกล่าวพร้อมกับตายิ้มเสี้ยวพระจันทร์และรอยยิ้มอันแสนหวานของเธอ

รอยยิ้มที่แอบซ่อนความแข็งแกร่ง


ทิฟฟานี่ เป็นหนึ่งในสมาชิกของวงโซนยอชิแด โซนยอชิแดนั้นถือว่าเป็นวงเกิร์ลกรุ๊ปประจำชาติของประเทศเกาหลีก็ว่าได้ อัลบั้ม 8 ชุด และ คอนเสิร์ตกว่า 100 รอบ นับว่าเป็นการการันตีชื่อวงของพวกเธอได้เลย นอกจากนั้นแล้ว ชื่อเสียงของตัวเธอเองก็ใช่ย่อย ทิฟฟานี่นั้นมียอดฟอลโลว์เวอร์ใน Instagram กว่า 3.4 ล้านคน ในวันที่พวกเราถ่ายแบบกันนั้น เธอได้อัพโหลดภาพเบื้องหลังการถ่ายทำลงบนแอคเคาท์ของเธอ แล้วด้วยเวลาเพียง 15 นาทีก็มีคนกดไลค์ไปถึง สองหมื่นไลค์!

หลังจากเดบิวต์มากว่า 10 ปี ความฝันที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของเธอในตอนนี้คือการทำอัลบั้มโซโล่ภายใต้ชื่อของเธอ อัลบั้มโซโล่ของทิฟฟานี่นั่นเอง

"จริงๆแล้วฉันหวังไว้ว่าจะปล่อยอัลบั้มตอนปลายปีก่อนค่ะ แต่ก็ตัดสินใจเลื่อนมาปีนี้แทน เพราะทางบริษัทอนุญาติให้ฉันเผยถึงมันแล้ว งั้นฉันก็จะขอพูดถึงมันด้วยตัวฉันเองเลยค่ะ" (ก่อนที่ทิฟฟานี่จะมีเวลาหายใจ เธอก็ได้หันไปปลอบทีมงานของเธอที่นั่งฟังการสัมภาษณ์นี้อยู่ข้างๆ) คงหมายถึงที่ฟานี่พูดถึงอัลบั้มเดี่ยวแล้วทีมงาน/ผู้จัดการเตือนฟานี่ แต่จริงๆฟานี่พูดได้เพราะบริษัทอนุญาติแล้ว

ทางบริษัทเชื่อว่าฉันเตรียมตัวมาดีแล้วค่ะ แล้วก็พร้อมแล้ว แต่ฉันปฏิเสธไป ฉันคิดว่ามันยังไม่สมบูรณ์พอ ฉันคิดว่ายังมีบางส่วนที่ยังไม่เข้าที่สักเท่าไหร่ค่ะ เลยลังเล "ฉันควรจะทำตามแผนเดิมเลยที่ไหม หรือยืนกรานด้วยความเชื่อและความคิดของตัวเอง แล้วค่อยๆขัดเกรามันจนสมบูรณ์แบบกว่านี้ดี?"

ก่อนการสัมภาษณ์ครั้งนี้ ฉันได้รับแจ้งว่าแผนการของเปลี่ยนสำหรับอัลบั้มของเธอนั้นได้เปลี่ยนไปแล้ว ฉันเลยต้องมานั่งคิดถึงคำถามที่จะถามเธอใหม่ แต่เธอก็ยังแอบแง้มๆเรื่องอัลบั้มของเธอต่อ

ทิฟฟานี่: ฉันกำลังคิดถึงการตั้งชื่ออัลบั้มอยู่ค่ะ เอ่อ ... ฉันและแฟนๆมองเห็นตัวของฉันเป็นสาวแคลิฟอร์เนียร์ที่มาพร้อมกับความอบอุ่นและแสงแดดที่สดใสค่ะ ฉันเลยไม่อยากปล่อยอัลบั้มในช่วงฤดูหนาว ช่วงฤดูหนาวคงไม่เข้ากับเพลงของฉันค่ะ ฉันเลยรอให้อากาศมันสดใสหรืออุ่นกว่านี้ค่ะ ฉันอยากจะปล่อยอัลบั้มตอนที่อากาศร้อนๆหรืออุ่นแล้ว นี่คงเป็นการบอกใบ้ให้กับทุกคนและแฟนๆคนที่รออัลบั้มอยู่เนอะ

ในที่สุดความฝันของเธอที่ตั้งตาคอยมากว่า 10 ปีก็กำลังจะเป้นจริงแล้ว คำพูดของทิฟฟานี่แต่ละคำช่างเต็มไปด้วยพลังและความอบอุ่นราวกับแสงแดด นั่นคงเป็นวิธีที่เธออธิบายตัวตนจองเธอเอง ความเป็นคนที่มองโลกในแง่บวก, เต็มไปด้วยพลัง นอกจากนั้นแล้วตายิ้มของเธอกับรอยยิ้มอันแสนน่ารักนั่นก็พูดออกมาหมดแล้วหละ พอเราถามเธอว่า 'ภายใต้ภาพลักษณ์ที่ดูมองโลกในแง่บวกนั้น..' แล้วทิฟฟานี่ก็ตอบคำถามทันทีโดยที่เราไม่ต้องเกริ่นให้จบประโยค

ทิฟฟานี่: แน่นอนค่ะว่าฉันก็คิดถึงเริ่องนี้อย่างจริงจังอยู่บ้าง 'ฉันบังคับให้ตัวเองยิ้ม ฝืนให้ตัวเองทำตัวมีความสุขอยู่หรือเปล่า? ฉันแกล้งทำหรือเปล่า?' พูดตามตรงนะคะ ปีก่อนฉันก็ครุ่นคิดอยู่เหมือนกัน ฉันใช้เวลาทั้งปีในการคิดและหาข้อสรุป แต่ฉันก็เป็นคนที่สดใสและเต็มไปด้วยพลังแบบนี้ค่ะ ฉันรักไอศกรีม, ฉันรักคัพเค้ก, ฉันรักสีชมพู, และ นี่แหละคือตัวของฉันเอง ทุกคนก็มีด้านมืดของตัวเองนะคะ แต่ตราบใดที่เรายังมองโลกในแง่บวกแง่ดีอยู่ ต่อให้เราต้องเผชิญกับสิ่งแย่ๆ แต่มันก็แค่วันๆนึงเดี๋ยวก็จบลงค่ะ


คนคุมฝ่ายแฟชั่นอย่างจอห์นนี่ ได้เปลี่ยนทิฟฟานี่ให้กลายเป็นร็อคสตาร์ มันเป็นการเน้นความเข้มแข็งของเธอภายใต้ภาพลักษณ์ที่ดูนุ่มนวลและอ่อนหวานแบบนั้น ช่างภาพอย่าง วูคิมอยากให้ทิฟฟานี่โพสท่าที่ดูดุๆบ้าง ทิฟฟานี่เลยเก็บรอยยิ้มอันสดใสของเธอไว้สักพัก แล้วปล่อยให้มันออกมาจากอินเนอร์ของเธอเอง แล้วนั่นก็ทำให้เธอกลายเป็นอีกคนที่เต็มไปด้วยพลังสามารถควบคุมสิ่งที่อยากควบคุม ตัวเธอเองยังแอบแปลกใจ

ทิฟฟานี่: สนุกมากๆเลยค่ะ! การถ่ายแบบแต่ละครั้งมันต่างกันออกไป ทั้งแสงไฟ, การแต่งหน้า, รวมไปถึงสไตล์ ... ทุกๆอย่างต่างจากการถ่ายแบบที่ผ่านมาก ฉันได้ทำงานอย่างใกล้ชิดกับทีมงานนิตยสารของเกาหลี นี่เลยเป็นประสบการณ์ที่ใหม่สำหรับฉันค่ะ มันให้ความรู้สึกคนละแบบ ฉันได้รับประสบการณ์ดีๆจากการถ่ายแบบครั้งนี้ค่ะ ภาพก็ออกมาดีจนน่าพอใจเลย

การลองสิ่งใหม่ๆ ถือว่าเป็นแรงบันดาลใจของเธอเสมอมา

คำว่า 'การลองสิ่งใหม่ๆ' เป็นคำที่ทิฟฟานี่พูดถึงตลอดการสัมภาษณ์ครั้งนี้ ดูเหมือนว่าเธอจะคอยมองหาอะไรใหม่ๆตลอดเวลา ความฝันของเธอกับการที่จะมีอัลบั้มเป็นของตัวเองกำลังจะเริ่มต้นขึ้น

ทิฟฟานี่: ฉันคิดถึงตัวฉันตอนนี้ยังเป็นวัยรุ่น ตอนที่ยังเด็กกว่านี้ค่ะ ตอนนั้นที่ฉันมาเกาหลีด้วยตัวเอง ทั้งความฝันและความรู้สึกของฉัน ฉันก็เป็นเพียงเด็กผู้หญิงคนนึงที่อาศัยอยู่ที่อเมริกาและมีความฝันที่อยากจะเป็นคนดังในเอเชีย ฉันรู้สึกขอบคุณตัวเองนะคะที่ไม่ละทิ้งเป้าหมายนั้นไป และฉันก็ยังคงไล่ลาตามความฝันของฉันอยู่ค่ะ ไม่นานมานี้ฉันได้กลับไปพักผ่อนที่อเมริกา พี่ชายของฉันถามฉันว่า "เมื่อไหร่โซนยอชิแดจะจัดคอนเสิร์ตที่อเมริกาใต้กับอเมริกาเหนือบ้าง? จำได้หรือเปล่า? เธออยู่อีกซีกโลกนึง รอคอยไอดอลจากอีกซีกโลกนึง" ตอนนั้นทำให้ฉันเห็นชัดเลยค่ะ ฉันเห็นถึงความเชื่อมั่นที่มากขึ้นในความฝันของฉัน ไปเกาหลีด้วยตัวเอง ใช้ชีวิตอยู่ด้วยตัวเองตอนอายุ 15 ตอนนั้นอนาคตเป็นอะไรที่ไม่แน่นอน แต่ฉันก็ไม่กลัวนะคะ อาจเป็นเพราะฉันเกิดมาเป็นคนที่มองโลกในแง่บวกค่ะ ฉันคงไม่อาจพูดในตัวแทนโซนยอชิแด แต่ฉันก็หวังนะคะ ว่าไม่ว่าเราจะไปที่ไหน จะมีคนรอฉันอยู่ รอที่จะฟังเพลงและได้พบเจอกับพวกเรา เพราะพวกเขานั่นเองคือแรงจูงใจและความเข้มแข็งของฉัน ไม่นานมานี้ฉันสักคำว่า 'dreamer' ที่ข้างนิ้วของฉัน เพลงเกาหลีถือว่าเป็นความฝันตอนวัยรุ่นของฉัน และฉันก็ยังวิ่งตามความฝันนั้นอยู่ค่ะ ตั้งแต่วัยรุ่นอายุสิบกว่าๆจนถึงอายุยี่สิบปลายๆ ยังคงมีสิ่งนึงที่ไม่เปลี่ยนแปลง นั่นคือ ฉันยังคงมีความฝันอยู่เสมอค่ะ ฉันยังคงไล่ตามความฝันนั้น

ไม่เคยลืมความตั้งใจและแรงจูงใจตั้งแต่ตอนเริ่ม และกำลังจะเดบิวต์เป็นรูกี้ใหม่ เธอค่อยๆก้าวหน้าขึ้นไปเรื่อยๆ ทำให้ตัวเองเปล่งประกายกว่าเก่า

ทิฟฟานี่: ให้ใจของเราสัมผัสถึงมันและสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆค่ะ มีช่วงนึงฉันคิดว่าตัวเองดูเหมือนกันในทุกๆรูปเลย แต่ตอนนี้ฉันคิดว่ามันต่างออกไปนะคะ ฉันเริ่มใช้ชีวิตแล้ว เริ่มที่จะรับมือกับความรู้สึกที่แตกต่างกันออกไป ฉันสามารถเดินออกไปข้างนอก ไปหาอะไรดื่ม ดูหนัง ขับรถ ฉันเรียนรู้ที่จะผ่อนคลายลงและยิ้มบ่อยขึ้นค่ะ

แต่คุณก็เป็นคนดังที่เกาหลีอยู่ดี ยังสามารถใช้ชีวิตแบบสบายๆไปไหนมาไหนเองได้ด้วยหรอ?

ทิฟฟานี่: จริงๆแล้วฉันมักจะออกไปข้างนอกโดยไม่แต่งหน้านะคะ ฉันแค่ใส่แว่นกันแดด, กางเกงกีฬา, และรองเท้าผ้าใบเท่านั้นเอง เมื่อไหร่ก็ตามที่พวกเรา (โซนนยอชิแด) ออกไปข้างนอกแล้ว เราก็จะเตรียมตัวอย่างดีค่ะ เมื่อก่อนนั้นถ้าฉันไม่ได้ใส่ส้นสูงแล้วจะไม่ค่อยกล้าออกไปไหนหรือเจอใครหรอกค่ะ เมื่อก่อนฉันเอาแต่ไล่ตามหาสิ่งที่สมบูรณ์แบบ อะไรก็ต้องสมบูรณ์แบบ ต้องเพอร์เฟค แต่จริงๆแล้วฉันก็เป็นแค่คนธรรมดาคนนึงค่ะ ฉันรักเนย, ฉันชอบของกินที่ทำมาจากข้าวสาลีหรือเมล็ดข้าว แล้วบางเวลาฉันก็รู้สึกไม่อยากทำอะไรเลยสักอย่าง ตอนนี้ฉันค่อนข้างที่จะผ่อนคลายลงเยอะค่ะ

ความเครียดนำพาให้เธอไปสู่ความเป็นผู้ใหญ่



เมื่อถูกบังคับแล้วนั้น คุณจะยิ่งทำมันอย่างหนักเป็นเท่าตัว เช่นเดียวกับสปริง นี่คงเป็นอีกอย่างนึงที่สามารถบรรยายเส้นทางการเดินทางของทิฟฟานี่

ตอนที่เธออายุ 15 ปี ขณะที่เธอเป็นเพียงเด็กมัธยมต้นเธอได้เข้าร่วมการแข่งขันที่อเมริกา แม้ว่าเธอจะทำไม่สำเร็จ แต่เธอก็ได้รับความสนใจในการออดิชั่นภายหลัง เธอสามารถก้าวผ่านสิ่งต่างๆจนมาเป็นเด็กเทรนด์ได้ เธอยังคงตั้งใจและมุ่งมันกับโอกาสครั้งนี้ไล่ล่าความฝันโดยไม่ฟังคำค้านของคุณพ่อแต่อย่างใด ใช่แล้วแหละ เธอไม่เคยย่อท้อและยึดมั่นเสมอมา 'ฉันต้องเป็นนักร้อง' เธอใช้ระยะเวลาเพียง 3 สัปดาห์ก็เก็บข้าวของและจากชีวิตที่อเมริกา, จากครอบครับ, และเดินทางมาเกาหลีด้วยตัวเธอเอง เพียงเพราะจะมาตามหาความฝัน นี่คงเป็นการตัดสินใจที่บ้าคลั่งที่สุดเท่าที่เธอเคยทำมาเลย ทิฟฟานี่กล่าว

ทิฟฟานี่: ฉันเชื่อมั่นกับสิ่งนี้นะคะ (การเป็นนักร้อง) หลังจากได้ยินความเห็นของคุณพ่อแล้ว ฉันก็คิดค่ะว่านี่คือสิ่งที่ฉันต้องการ คิดดูสิคะว่าจะมีเด็กอายุ 15 สักกี่คนที่รู้ว่าตัวเองต้องการอะไร? ฉันคิดว่าการที่เราเชื่อตัวเอง และซื้อสัตย์กับตัวเองเป็นอะไรที่สำคัญที่สุดแล้ว

คุณแน่ใจได้ยังไงกัน?

ทิฟฟานี่: ความรักค่ะ ฉันรักในเสียงเพลงมากๆ ฉันรู้สึกชื่นชมผลงานของตัวเองนะคะตอนนี้ บทเพลงเป็นการปลดปล่อยสิ่งต่างๆรวมไปถึงสามารถรักษาได้ด้วย เรื่องราวต่างๆสามารถเล่าให้ฟังก็ได้ หรือจะร้องเพลงให้ฟังก็ได้ค่ะ แต่การร้องเพลงให้ฟังเรื่องราวต่างๆนั้นเท่กว่านะคะ อกหัก, เลิกกับแฟน, โกรธ, ทำผิดพลาด, เติบโต .. ความรู้สึกเหล่านี้เราสามารถนำมาสร้างเป็นบทเพลงไ้ดหมดค่ะ และก็จะทำให้รู้สึกแตกต่างกันออกไปด้วย เสียงเพลงสามารถเข้าถึงใจของเราได้อย่างถ่องแท้ มันสามารถเข้าไปถึงจิตวิญญานของเราได้เลยนะคะ แล้วการที่คนเราแบ่งปันเพลย์ลิสต์เพลงก็ถือว่าเป็นการแบ่งปันเรื่องราวต่างๆค่ะ เหมือนกันการที่เราพูดคุยกัน

ทิฟฟานี่: ฉันรู้ค่ะ ฉันกำลังมีความรัก (กับเพลงและการเป็นนักร้อง) ความรักจะไม่ทำให้เราผิดหวัง มันทำให้เราสามารถทำอะไรที่คาดไม่ถึง ฉันไม่เคยขออะไรตอบแทน แต่ผลลัพธ์ของมันเป็นอะไรที่คาดไม่ถึงค่ะ ฉันเดบิวต์ตอนอายุ 18 ตอนนั้นฉันคิดว่าตัวเองเป็นผู้ใหญ่แล้วค่ะ พอตอนหลังมานั่งนึกถึงแล้วก็รู้เลยค่ะว่าตอนนั้นฉันช่างไม่รู้อะไรเสียเลย การเติบโตภายใต้แสงแฟลชและกล้องทำให้ฉันพบกับความเครียดมากมายค่ะ มีทั้งแง่บวกและแง่ลบ แต่ก็ต้องขอบคุณที่ฉันสามารถยึดมั่นในสิ่งที่ตัวเองต้องการ ฉันยังคงรักเสียงเพลง สิ่งนี้นำพาความพึงพอใจมาให้ฉันอย่างมากเลยค่ะ

ทิฟฟานี่: การเติบโตต่อหน้ากล้องนั้น ทำให้ฉันมีความมุมานะและอดทนมากขึ้นค่ะ ฉันเรียนรู้ที่จะหันหน้าฟังคำกล่าวคำว่าต่างๆค่ะ และคุณก็คงทราบดีว่าบางคนก็ไม่สามารถทนฟังคำกล่าวหาหรือคอมเมนท์เหล่านั้นได้ ... ฉันเรียนรู้ที่จะยอมรับสิ่งใหม่ๆ รวมไปถึงสิ่งที่ฉันไม่สามารถควบคุณหรือมั่นใจได้ คนเราก็อยากจะสามารถที่จะควบคุมอะไรต่างๆได้ ทั้งรูปภาพ, การแต่งหน้า, และเครื่องแต่งกาย มันเป็นอะไรที่เลี่ยงไม่ได้ในการทำงานในวงการนี้ค่ะ ฉันรู้สึกขอบคุณตัวเองที่สามารถเปิดรับและเป็นคนง่ายๆ สามารถทำงานกับคนอื่นๆได้และเป็นได้รับแรงบันดาลใจจากพวกเขาค่ะ มันเป็นอะไรที่เจ๋งดีนะคะกับการที่ได้นั่งคิดวิเคราะห์กับพวกเขา

เธอมีความคาดหวังและข้อจำกัดสำหรับตัวเอง เธอตั้งใจทำงานมากขึ้นและหนักขึ้น การมาทำงานอย่างตรงเวลาและเตรียมพร้อมถือว่าเป็นบทพิสูจน์ที่สำคัญของการเป็นมืออาชีพของเธอ ทิฟฟานี่มองว่าการที่เราตรงต่อเวลาเป็นมารยาทขั้นพื้นฐานและการแสดงความเคารพต่อคนอื่น การถ่ายนิตยสารครั้งนี้นัดไว้ตอน 10 โมง แต่เมื่อวานเธอก็ขอที่จะมาถึงที่ถ่ายก่อนเป็นเวลา 90 นาที เพื่อมาแต่งหน้าและแต่งตัว พอวันถ่ายจริง ทิฟฟานี่กลับมาเร็วกว่าเวลาที่นัดกันไว้เสียอีก เธอดูสดใสและเต็มไปด้วยพลัง หลังจากเตรียมตัวเสร็จแล้ว เธอก็พูดด้วยน้ำเสียงเป็นกันเองว่า "เรามาเริ่มกันได้เลยค่ะ!"

ลงทุนกับเวลาอย่างฉลาด


ถือว่าเป็นความโชคดีและความพยายามของเธอ ทิฟฟานี่ได้เป็นฝึกอยู่ภายใต้บริษัทที่ติดท็อป 3 ค่ายดัง เธอเป็นเด็กเทรนด์อยู่ 3 ปี และได้เดบิวต์ในฐานะสมาชิกวงโซนยอชิแดในปี 2007 นี้ โซนยอชิแดเป็นวงที่ได้รับความนิยมในเวลาไม่กี่ปี ทำให้เธอกลายเป็นที่รู้จักเพียงข้ามคืน เส้นทางการเป็นคนดังของเธอผ่านอะไรมามากมาย ทั้งการร้องเพลง, พิธีกร, วาไรตี้โชว์, และการแสดงมิวสิคัล

ทิฟฟานี่: ปฏิเสธไม่ได้เลยค่ะว่าฉันโชคดี ในงานที่ฉันทำนั้นมีความโชคดีอยู่ ทำให้เวลาพอเหมาะได้พบกับสิ่งดีๆและทำให้ฉันสามารถคว้ามันไว้ได้ค่ะ ฉันเป็นพวกลงทุนกับเวลาค่ะ ใช้เวลาทบทวนอะไรอีกครั้ง หรือคิดทบทวนไปมา ฉันมองเรื่องเหล่านี้เป็นการลงทุนค่ะ ไม่ใช่การเปลืองเวลา มีหลายครั้งที่คนเราอยากจะรีบทำอะไรต่างๆเพราะกลัวว่าจะเสียโอกาสนั้นไป หรือคิดว่าอายุเราก็ไม่น้อยแล้ว จะมัวแต่มาเสียเวลาแบบนี้ไม่ได้ เพื่อนๆของฉันต่างก็แบ่งปันความคิดเห็นเกี่ยวกับการทำงานสายนี้เมื่อถึงจุดๆนึง พวกเขาต่างคิดหนักว่าจะก้าวต่อไปอย่างไร ตอนนี้ฉันค่อยๆก้าวกลับมาและคิดดูอีกทีถึงสิ่งที่ฉันต้องการค่ะ ฉันจะมองเข้าไปในใจตัวเองและถามอย่างตรงๆ ตอนไหนที่ฉันคิดว่าพร้อมแล้ว ฉันถึงจะเดินหน้าต่อ ฉันจะเริ่มให้ตัวเองทำสิ่งนั้นๆ นี่คือการเติบโตขึ้นค่ะ คนบางคนก็ควรทำแบบนี้นะคะ ค่อยๆใช้เวลาคิดทบทวน ฉันชอบสิ่งที่ฉันเป็นอยู่ตอนนี้ค่ะ ฉันสามารถใช้เวลาคิดก่อนที่จะเริ่มใส่แรงใจทำสิ่งนั้นๆ ฉันจะไปศึกษาพวกนิตยสารและคอนเซปต่างๆก่อนจะได้ถ่ายแบบค่ะ ฉันจะเรียนรู้เกี่ยวกับแบรนด์นั้นๆก่อนจะไปทำงานกับพวกเขา หรือฉันจะทำความรู้จักกับนักดนตรีเหล่านั้นก่อนจะไปร่วมงานด้วยค่ะ เช่นเดียวกันกับการถ่ายแบบครั้งนี้ นี่เป็นครั้งแรกที่ฉันได้ทำงานร่วมกับนิตยสารของสิงคโปร์และมาเลเซียค่ะ เตรียมตัวเองไว้เสมอ แม้สุดท้ายแล้วจะไม่ได้โอกาสนั้นค่ะ โอกาสนั้นไม่ได้จ่าหน้าซองว่าจะให้ใครก็ได้ ถ้ามันจะเกิดขึ้น ยังไงก็เกิดขึ้นค่ะ ไม่ว่าจะช้าหรือเร็ว นั่นคือความเชื่อของฉันค่ะ

นอกจากอัลบั้มโซโล่แล้ว ทิฟฟานี่นั้นก็เคยทำงานในสายแฟชั่นและการแสดงมาแล้ว เธอเข้าร่วมรายการวาไรตี้อย่าง 'Fashion King Korea' เมื่อปี 2013 ที่เป็นการแข่งขันในแต่ละรอบและคัดคนออกเรื่อยๆ เป็นการที่ทำให้เธอแสดงออกถึงความสามารถในเซนส์ของแฟชั่น และเธอก็ได้ที่ 3 ในการแข่งขันครั้งนั้น

ทิฟฟานี่: แฟชั่นเป็นสิ่งที่เกี่ยวข้องกับงานที่ฉันทำค่ะ เป็นอีกเครื่องมือที่สามารถแสดงเพลงของฉัน ฉันก็สนใจด้านการแสดงนะคะ ฉันไปไพรเวทออดิชั่นและไปเรียนการแสดงด้วยนะ ไม่แน่ว่าปีหน้าฉันอาจจะลองงานด้านการแสดงดูค่ะ ฉันเป็นพวกชอบความสมบูรณ์แบบค่ะ ฉะนั้นต้องแน่ใจก่อนว่าตัวเองรู้สึกสบายใจและพร้อมที่จะยอมรับความท้ายครั้งใหม่

คุณเคยแสดงมิวสิคัลมาก่อน ที่ทั้งต้องเต้น, ร้องเพลง, และทำการแสดงในเวลาเดียวกัน แล้วทำไมเส้นทางสายการแสดงจะเป็นเรื่องที่ยากสำหรับคุณหละ?

ทิฟฟานี่: ขอบคุณที่ชมนะคะ หืม ... แต่ในวงการบันเทิงของเกาหลีพวกเขาเข้มงวดกับนักแสดงและนักร้องอย่างมากค่ะ ถ้าหากคุณเป็นนักแสดง หน้าที่ของคุณคือการแสดง หากคุณเป็นนักร้องหน้าที่ของคุณคือการร้องเพลง ถ้าคุณได้ก้าวไปเหยียบอีกเส้นทางนึงแล้ว นั่นหมายความว่าคุณไม่มีความสามารถมากพอที่จะเดินต่อไปในเส้นทางเดิมที่คุณเคยเดินค่ะ อาจจะหมายความว่าเราไม่เป็นมืออาชีพพอ ฉะนั้นพวกสื่อหรือคนทั่วไปจะไม่ค่อยมองว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ดีสักเท่าไหร่ค่ะ แต่ถ้าเป็นที่อเมริกาแล้ว การที่นักร้องคนนึงจะก้าวข้ามสายไปทำงานอีกทางนึงถือว่าเป็นเรื่องปกติค่ะ นักร้องสามารถจะสร้าง MV เจ๋งๆที่เต็มไปด้วยปมดราม่าได้ค่ะ คุณไม่เพียงแต่จะร้องเพลง แต่คุณก็แสดงได้ด้วย มันทำให้เราสามารถถ่ายทอดเรื่องราวได้ดียิ่งขึ้น มีตัวอย่างหลายคนเลยนะคะที่เป็นนักแสดงภาพยนตร์สามารถแสดงบนเวทีก็ได้ ฉันหวังว่าเกาหลีจะเปิดใจและยอมรับนักร้องหรือศิลปินที่จะลองทำงานด้านอื่นให้ได้มากขึ้นค่ะ

ชื่อของเธอ สะท้อนให้เห็นถึงความเป็นตัวตนของเธอเอง


พวกเราได้พูดคุยกับทิฟฟานี่เป็นเวลา 20 นาที ทางทีมงานก็แทรกเข้ามาพร้อมบอกกับเราว่าเหลือเวลาเพียง 5 นาทีในการสัมภาษณ์ ทิฟฟานี่ก็รีบจะพูดสรุปทั้งหมด โดยกล่าวอย่างเป็นกันเองว่า "ฉันยังตอบคำถามได้อีก 2-3 ข้อนะคะ" เราเลยให้เธอจัดการกับคำถามที่เหลือ ...

ทิฟฟานี่ คือ ...

ทิฟฟานี่: ทิฟฟานี่คือสเตฟานี่ค่ะ ฉันยังเป็นเด็กสาววัย 15 ปีคนนั้นที่มาเกาหลีครั้งแรก ฉันมีกลิ่นอายความเป็นสาวแคลิฟอร์เนียในตัว (หมายถึงว่าตัวเองเป็นคนสดใสร่าเริงและอบอุ่น) ฉันยังคงรักสีชมพู, รักไอศกรีม, รักเสียงเพลง แล้วฉันก็ยังชอบสายรุ้งและยูนิคอร์น ฉันยังโอบกอดความฝันของฉันไว้ด้วยหัวใจที่เต็มไปด้วยความหวังค่ะ พลังแห่งการคิดบวกของฉันมาจากไอศกรีมและแฟชั่น .. ณ จุดๆนึงฉันก็แอบคิดหนักอยู่นะคะว่าตัวเองในวัน 26 ปีจะเป็นยังไง แล้วผลสรุปที่ได้ก็คือ ใช้ชีวิตอยู่ในช่วงเวลานั้นๆ สนุกกับเวลาที่เรามีอยู่ในตอนนี้่ค่ะ

ทิฟฟานี่เป็นคนเกาหลี-อเมริกัน เธอเติบโตที่เมือง Diamond Bar, ในแอลเอ ชื่อจริงๆของเธอคือสเตฟานี่ ส่วนทิฟฟานี่นั้นเป็นชื่อในวงการของเธอ นอกจากนั้นแล้วชื่อทิฟฟานี่ก็เป็นชื่อที่คุณพ่อคุณแม่ของเธออยากจะใช้ตั้งชื่อเธออีกต่างหาก ทิฟฟานี่ ก็คือ สเตฟานี่ นี่แหละคือเธอในวัย 26

ย้ำกันอีกครั้งถึงความซื่อสัตย์ในตัวของทิฟฟานี่ที่มีต่อตัวของเธอ เราหวังว่าเธอจะปล่อยทิ้งถึงความกดดันในการเป็นไอดอลและแสดงความสามารถที่แท้จริงของเธอเองให้โลกได้เห็น

ทิฟฟานี่ ฮวัง หญิงสาวที่ใช้เวลา, ความสามารถ, และความรักที่มีต่อไอศกรีม เป็นพลังให้เธอจุดไฟสานฝันของเธอให้สว่างไสวต่อไป

Source: Pin Prestige, MissK611
Eng Trans: @jasminelep, @dinopesto
แปลไทย: Translator Gang ll soshifanclub ll http://www.soshifanclub.com

[Trans] บทสัมภาษณ์แทยอนจากนิตยสาร K-WAVE ฉบับเดือนมีนาคม 2016


K-WAVE: แนวเพลงจากอัลบั้มโซโล่ของแทยอน ดูจะต่างจากแนวเพลงปกติของโซนยอชิแดไปหน่อยนะ หลังจากเพลง 'I' เราก็ได้ฟังเพลง 'Rain' ด้วย เป็นอะไรที่คาดไม่ถึงเลย
แทยอน: แล้วพวกคุณคิดว่าฉันจะทำเพลงแบบไหนคะ?

K-WAVE: ก็คงแนวที่อยู่ระหว่างลุคที่ดูใสซื่อของโซนยอชิแดแลและความน่ารักของแทยอนที่แสนสดใสหละมั้ง?
แทยอน: ฮ่าฮ่า ฉันเป็นคนที่เหมือนจะง่ายๆสบายๆนะคะ เพลงที่ออกมาเลยให้ความรู้สึกคล้ายๆแบบนั้น ความรู้สึกเหมือนอยู่ในฝัน ฉันชอบอะไรที่เป็นธรรมชาติค่ะ อะไรที่ดูสบายๆ ไม่ได้มีข้อจำกัดอะไร

K-WAVE:ในอัลบั้มนี้สะท้อนถึงความที่ดูเป็นธรรมชาติและอารมณ์ที่ดูเป็นคนสบายๆของคุณด้วยนะ
แทยอน: มันคงเป็นแบบนั้นค่ะ มีแฟนๆบางคนถึงกับบอกว่ารู้สึกถึงเสน่ห์แบบใหม่ของฉันจากอัลบั้มโซโล่ อย่าง 'I' ด้วยค่ะ

K-WAVE:เมื่อไหร่ก็ตามที่คุณปล่อยเพลงออกมา เพลงนั้นจะ all-kill ครองที่ 1 ทุกชาร์ตเลย ครั้งนี้ก็เหมือนกันใช่ไหม?
แทยอน: ฉันทั้งรู้สึกขอบคุณและเขินในเวลาเดียวกันค่ะ อย่างอัลบั้มโซโล่ชุดแรก อัลบั้ม 'I' ของฉันนั้นได้รับความรักมากมาย จนคนก็จับตามองดูผลงานชิ้นต่อมา แม้ว่าอัลบั้มชุดนี้จะเป็นเพียงการปล่อยซิงเกิ้ลไม่ได้มีวางแผงอัลบั้มอย่างใด แต่กลับได้รับกระแสตอบรับดีมากๆค่ะ ถึงขนาดว่าคนรู้จักมากมายโทรมาแสดงความยินดีเลย ทั้งพี่ผู้จัดการและครอบครัวของฉันเอง รวมไปถึงคนที่ไม่ได้ติดต่อหรือมาแสดงความยินดีกับฉันตอนอัลบั้ม 'I' ยังโทรมาแสดงความยินดีกับฉันเลยค่ะ

K-WAVE:แล้วสมาชิกโซนยอชิแดคนอื่นว่าไงบ้าง?
แทยอน: สำหรับสมาชิกคนอื่นแล้วนั้น คงเป็นอะไรที่เหมือนปกติทั่วไปค่ะ เพราะพวกเขาก็เห็นเวลาฉันเตรียมเพลงหรือทำเพลง พวกเขาก็บอกอย่างใจเย็นว่า "เพลงเธอก็ใช้ได้นี่" แบบนั้นค่ะ *หัวเราะ* ถ้าหากสาวๆบอกว่าพวกเขาคิดไว้แล้วว่าเป็นแบบนี้ รู้ว่าฉันต้องทำออกมาได้ดี หรือชมว่าเพลงจะต้องดังเปรี้ยงแล้วหละก็ มันคงทำให้ฉันรู้สึกกระสับกระส่ายค่ะ ฮ่าฮ่า


K-WAVE:ตอนที่คุณกำลังคิดคอนเซปอัลบั้มอยู่ ได้ไปขอคำแนะนำจากใครหรือเปล่า?
แทยอน: ฉันเลือกที่จะเอาผลงานไปให้ทิฟฟานี่ดูนะคะ ก่อนอัลบั้มจะวางแผงเลย ฉันเอาทั้งรูปภาพและมิวสิควิดีโอที่ยังไม่ได้ปรับแต่งไปให้ทิฟฟานี่ดูค่ะ
ฉันก็ไม่ทราบเหมือนกันนะคะว่าทำไม แต่ฉันรู้สึกว่าเธอเป็นคนที่มีความคิดดีค่ะ พอเอาไปให้ทิฟฟานี่ดูแล้วฉันก็รู้สึกอุ่นใจดีค่ะ

K-WAVE:แล้วทิฟฟานี่ว่ายังไงบ้าง? ตอนที่เธอได้ฟังเพลง 'Rain' ครั้งแรก
แทยอน: ทิฟฟานี่บอกว่าเธอชอบเพลงนี้มากๆเลยค่ะ เธอบอกว่าต่างจากที่เธอคาดไว้เลย แล้วตัวมิวสิควิดีโอก็ให้ความรู้สึกแบบธรรมดาแต่ไม่ธรรมดา เพราะเวลาเราดูมิวสิควิดีโอของโซนยอชิแดแล้ว เราจะเห็นว่าสมาชิกแต่ละคนจะใส่ชุดที่เข้ากันแล้วเต้นให้พร้อมๆกัน แต่สำหรับเพลงนี้แล้วเป็นอะไรที่ดูง่ายๆสบายๆดูผ่อนคลายค่ะ ต่างจากของโซนยอชิแดเลย

K-WAVE:หลังจากฟังเพลง 'I' แล้ว ฉันก็แอบสงสัยนะว่าอัลบั้มนี้(Rain) จะให้ความรู้สึกเหมือนตอนนั้นไหม ฉันคิดไว้ว่ามันคงให้ความรู้สึกสบายๆ ภาพลักษณ์เพลง 'Rain' ดูร็อคเบาๆนะ แต่ก็ให้ความรู้สึกที่ต่างออกไป
แทยอน: คราวนี้เหมือนมีกลิ่นอาย Jazz รวมอยู่ด้วยค่ะ สมัยนี้เพลงแต่ละเพลงไม่จำกัดว่าต้องมีแค่แนวเดียวในเพลงนะคะ มีทั้งเพลงที่ผสม Jazz และ R&B ไว้ด้วยกันในเพลงเดียว จนยากที่จะบอกว่าเพลงนี้เป็นเพลงแนวไหนกันแน่ ถ้าลองมองดีๆแล้ว เพลง 'Rain' ให้ความรู้สึกที่มีทั้ง R&B, Jazz และ บัลลาดนะคะ

K-WAVE:อย่างไรก็ตาม อยากบอกว่าเพลงนี้ก็ดูให้ความรู้สึกที่เป็นเพลงเกาหลีอยู่นะ
แทยอน: จริงหรอคะ? โล่งอกเลย เพราะทุกเพลงของฉันเขียนโดยคนแต่งเพลงที่ไม่ใช่คนเกาหลีค่ะ ฉันก็กังวลว่าจะไม่เข้ากับรสนิยมของคนเกาหลีเท่าไหร่ แต่พอได้เอาเนื้อเพลงเกาหลีมาใส่แล้วก็ดูเข้ากันได้ดีเป็นธรรมชาติเลยค่ะ

K-WAVE:เพลงในอัลบั้มโซโล่ของแทยอนดูลึกลับซับซ้อนนะ
แทยอน: เหมือนจะเป็นแนว Pop แต่ก็ยังดูไม่ชัดเจนค่ะ


K-WAVE:พอได้ฟังอัลบั้มโซโล่ของแทยอนแล้ว ฉันรู้สึกได้เลยว่าแทยอนนั้นอยากทำงานด้านเพลงมากๆ
แทยอน: อ่า ฉันหรอคะ? ฉันไม่ได้กระหายหรืออยากขนาดนั้นนะ ฮ่าฮ่าฮ่า เพราะได้เป็นโซนยอชิแด และได้ร้องเพลงประกอบละครบ้าง ฉันเลยรู้สึกพึงพอใจค่ะ แต่พอฉันมองกลับไป ฉันไม่คิดว่าฉันได้ร้องเพลงอย่างที่ใจต้องการขนาดนั้นนะคะ แต่พอได้โซโล่แล้ว ฉันจีงรู้สึกว่า นี่หละ 'ฉันกำลังร้องเพลงอยุ่' ค่ะ

K-WAVE:เพราะว่าคุณเป็นส่วนหนึ่งของวง แทนที่คุณจะแสดงความเป็นแทยอนได้แบบเดี่ยวๆ แต่ยังไงคุณก็ยังฉายความเป็นโซนยอชิแดอยู่ดีจริงไหม?
แทยอน: ถ้าภาพลักษณ์ของโซนยอชิแดคือการได้ร้องเพลงที่ดูสดใสๆ ตอนนี้คงเป็นโอกาสที่ดีที่ฉันจะได้หันไปทางสไตล์เพลงที่ดูมีเรื่องราวหรืออะไรที่ฉันอยากบอกค่ะ

K-WAVE:ถ้าเป็นแบบนั้นแล้ว คงเป็นเหตุผลที่หลายคนพูดกันว่า "อ้า ความเป็นแทยอนของแทยอนจริงๆได้ถูกเผยออกมาแล้ว เธอดูเป็นผู้ใหญ่มากขึ้นนะ ทำเพลงได้ดูโตมากขึ้น" หลังจากที่พวกเขาฟังอัลบั้มโซโล่ของแทยอน
แทยอน: แต่ถึงอย่างนั้นแล้ว มันก็ยังไม่มี 'แนวเพลงที่ฉันอยากจะทำจริงๆ' นะคะ แนวเพลงที่ฉันชอบเปลี่ยนไปตามกาลเวลา และถึงแม้ว่าตอนนี้หรือตอนนั้นฉันอยากจะทำเพลงแนวนี้ แต่ยังไงฉันก็อยากลองทำเพลงแนวที่ต่างออกไปอยู่ดีค่ะ ถ้ามองในมุมๆนึงคุณอาจจะคิดว่าฉันไม่มีตัวตนของตัวเองหรือตัวตนของฉันไม่ชัดเจนสักเท่าไหร่ แต่ถ้ามองอีกมุมแล้ว นั่นหมายความว่าฉันสามารถทำเพลงแนวไหนก็ได้ จริงไหมคะ

K-WAVE:มันก็คล้ายๆว่าเรายังหาเสื้อผ้าที่เข้ากับเราจริงๆไม่ได้อย่างงั้นสิ?
แทยอน: ฉันคิดว่างั้นนะคะ ฉันก็กำลังมองหามันอยู่

K-WAVE:ถ้าหากผู้ฟังคาดหวังอะไรที่ต่างออกไปจากเพลงที่เราทำแล้วนั้น นั่นไม่ได้ทำให้เราหนักใจหรอ?
แทยอน: แน่นอนค่ะต้องเป็นแบบนั้น ยิ่งเวลาผ่านไป ในวงการก็จะมีเพื่อนๆหรือน้องๆที่เด็กกว่า, สวย, และสดใหม่กว่าเรา ปกติแล้วคนเราก็ชอบอะไรที่สดใหม่กว่าเป็นธรรมดาค่ะ ฉะนั้นก่อนคัมแบ็คแล้ว พวกเราต่างก็กังวลถึงภาพลักษณ์ของเราค่ะ ว่าจะทำออกมาแบบไหนดีหรือควรทำอะไรดี เพราะเรามีกิจกรรมและผลงานมากมาย ฉันคิดว่าเราคงถึงจุดอิ่มตัวของการควานหาภาพลักษณ์หรือคอนเซปของเราแล้วค่ะ เพราะเราทั้งโปรโมทที่เกาหลีและญี่ปุ่นด้วย ตอนนี้เราถึงกับกังวลว่าจะทำคอนเซปไหนออกมาดี


K-WAVE:ช่วงชีวิตของการเป็นไอดอลนั้นถือว่าสั้นนะ เพราะถือว่าจะมีช่วงเวลาในการโปรโมท (ประมาณว่าอายุของวง)
แทยอน: ใช่แล้วค่ะ เวลาที่เราไปออกรายการเพลง ฉันก็คิดเหมือนกันนะคะ ว่าเราควรไปยืนตรงไหนดี เพราะว่ามีเพื่อนๆน้องๆหน้าใหม่ที่อายุ 15 หรือ 16 กัน แม้กระทั่งน้องเยริเองที่อายุต่างกับฉันถึง 10 ปีค่ะ เธอเกิดปี 1999 ฉันเกิดปี 1989 มันคงเป็นช่วงเวลาที่เราคงรู้สึกหนักใจถึงการพัฒนาคอนเซปในแต่ละครั้ง อดไม่ได้ที่จะกังวลค่ะ

K-WAVE:ทั้งโซนยอชิแด แทยอน, โซโล่ แทยอน, แททิซอ แทยอน มันคงไม่ใช่เรื่องง่ายเลยที่จะแบ่งเวลาให้แต่ละแบบอย่างพอดีกัน
แทยอน: ในวงเรามีทั้งสมาชิกที่เน้นด้านการแสดงค่ะ พวกเราแบ่งสายกันออกไปตามงานเดี่ยวต่างๆที่เราถนัด ฉันไม่คิดว่าพวกเราได้แสดงผลงานด้านเพลงมากขนาดนั้น แต่พอเป็นแททิซอที่เป็นตัวแทนของโซนยอชิแดแล้วนั้น ฉันคิดว่าแททิซอสามารถมาเป็นส่วนที่เติมเต็มภาพลักษณ์ด้านเพลงของโซนยอชิแด นั่นเป็นสิ่งที่ฉันดีใจนะคะ สิ่งที่ฉันสามารถแสดงพร้อมกับสมาชิกคนอื่นและตอนที่แสดงแบบคนเดียวได้ถือว่าเป็นอะไรที่ต่างกันนะ ถือว่าเป็นอะไรที่ไม่ได้ยากขนาดนั้น จริงๆแล้วฉันชอบที่จะทำมันนะคะ

K-WAVE:คุณบอกว่าอยากจะพูดถึงการทำเพลงในบทสัมภาษณ์นี้เยอะๆ ฉันเลยรู้สึกว่าตอนนี้คุณปลุกความเป็นนักร้องในตัวคุณมากๆ
แทยอน: คงเป็นเพราะเพลงเป็นสิ่งเดียวที่ฉันสามารทำได้ดีค่ะ *หัวเราะ* ไม่นานมานี้ฉันได้ยินคนมาทักว่าให้ฉันลองงานด้านการแสดงดูบ้าง เพราะใครๆก็ลองงานด้านการแสดงกัน ฉันเลยถูกถามว่าอยากลองงานด้านการแสดงบ้างไหม แต่ฉันอยากร้องเพลงมากกว่าค่ะ ฉันยังไม่ได้ทำเพลงจนถึงจุดที่ถึงลิมิตของฉันเลยค่ะ ในฐานะที่ฉันเปิดตัวในฐานะนักร้อง ฉันก็อยากจะเป็นนักร้องทำเพลงร้องเพลงให้สุดๆไปเลยค่ะ ถึงค่อยไปลองทำอย่างอื่นดู

K-WAVE:เธอเป็นคนที่เจ๋งดีนะ
แทยอน: ฉันก็แค่อยากลองทำอะไรสักอย่างให้สุดๆและดีไปเลยค่ะ

K-WAVE:คุณอาจจะได้ยินใครต่อใครชมคุณมานักต่อนัก แต่คุณก็ยังเป็นคนถ่อมตนนะ เป็นอะไรที่น่าชื่นชมมากเลย
แทยอน: คนเราไม่เคยมีคำว่าพอหรอกค่ะ ทุกคนเป็นแบบนี้แหละ *หัวเราะ*


K-WAVE:อย่างประโยค 'เพราะเธอเป็นไอดอล' คงเป็นอะไรที่ไม่แฟร์พอควรเลย เพราะฉันคิดว่าทุกคนล้วนเป็นคนเหมือนกัน
แทยอน: หากพุดถึงไอดอลแล้ว คุณคงคิดถึงไอดอลที่อยากจะทำให้คนพอใจในภาพลักษณ์ แต่ฉันคิดว่ามันคงเป็นเรื่องที่ดีนะคะ ถ้าฉันจะสามารถเป็นตัวของฉันเอง แต่ยังไงฉันก็ยังจะโฟกัสในด้านเพลง ฉันก็ยังพูดถึงอะไรหลายอย่าง ทั้งแฟชั่น, สไตล์, หรือ อะไรที่ฉันสนใจ แต่สิ่งที่ฉันอยากจะทำจริงๆคือการทำเพลงค่ะ

K-WAVE:เสียงหัวเราะของคุณดูแข็งแกร่งมากๆ จริงๆเพื่อนสนิทของฉันชอบเสียงหัวเราะแบบนั้นของแทยอนนะ แต่ก็แอบเสียใจเพราะไม่ค่อยได้ยินเลยพักนี้ เขาบอกว่าสมัยที่แทยอนเป็นดีเจได้ยินบ่อยมากๆ
แทยอน: สมัยที่ฉันเป็นดีเจอยู่ ตอนนั้นฉันยังไม่ค่อยเป็นผู้ใหญ่เท่าไหร่ ยังเด็กอยู่

K-WAVE:นิสัยของคุณเปลี่ยนไปบ้างไหม เพราะนี่ก็ถือว่าคุณผ่านวัยช่วง 20 กลางๆมาแล้ว
แทยอน: พอคิดถึงเรื่องนี้แล้ว ฉันคิดว่าฉันเปลี่ยนไปเยอะนะคะ ฉันเริ่มจัดรายการวิทยุตอนอายุ 21 พอมาคิดถึงมันตอนนี้แล้ว ตอนนั้นฉันยังเด็กอยู่ค่ะ ฉันเพิ่งอายุผ่าน 20 เริ่มโตเป็นผู้ใหญ่ ฉันอ่านหรือเล่าเรื่องราวต่างๆเท่าที่ความรู้ที่ฉันมีในตอนนั้น พอมานั่งมองย้อนกลับไปแล้ว โว้ว ตอนนั้นยังดูไม่ค่อยมีประสบการณ์อะไรเลยค่ะ ถ้าให้พูดถึงตอนนั้นแล้ว ฉันคิดว่ายังเป็นอะไรที่ยังไม่เพียงพอค่ะ ตอนนั้นฉันยังทำอะไรไม่เป็นชิ้นเป็นอัน ทั้งวาไรตี้โชว์ด้วย ทำอะไรไม่ได้นอกจากการทำตัวสดใสมากขึ้น และนิสัยก็กลายเป็นแบบนั้นโดยที่ไม่รู้ตัวค่ะ เมื่อเวลาผ่านไป ฉันอายุมากขึ้นโตเป็นผู้ใหญ่มากขึ้น ตอนที่ฉันอายุยังน้อย ฉันเอาความเห็นของตัวเองไปไว้ท่ามกลางความเห็นที่ขัดแย้งกันของพวกเนติเซ็น ฉันเลยโตมาท่ามกลางสิ่งเหล่านั้นค่ะ มันเลยทำให้ฉันเจ็บเหมือนกัน 'อ่า คนอื่นเขามองฉันแบบนี้สินะ ฉันไม่ได้ตั้งใจ คนอื่นมองฉันแบบนี้เหมือนกัน' ฉันคิดว่าฉันรู้สึกอะไรแบบนี้มามากค่ะ

K-WAVE:ฉันคิดว่า คุณโตมาในช่วงเวลาที่ยากลำบากนะ คงเจ็บปวกมามากแล้วถึงจะทำให้รู้สึกดี/ได้รับการรักษา
แทยอน: ฉันคิดว่าสมัยที่ฉันได้เป็นดีเจจัดรายการวิทยุมันเป็นช่วงที่พอดีนะคะ ฉันรู้สึกขอบคุณรายการวิทยุมากๆ พอเลิกจัดรายการวิทยุไปแล้วก็ไม่มีโอกาสได้พูดคุย(ออกอากาศ)ที่ไหนอีก ตอนนั้นฉันสามารถพูดคุยได้อย่างตื่นเต้นสนุกสนาน แต่ตอนนี้ขนาดรายการวาไรตี้ยังแทบไม่ได้แตะ เลยไม่ค่อยมีโอกาสได้พูดอะไรค่ะ จนมาวันนีงไปออกรายการแล้วโดนสัมภาษณ์ ฉันก็ลืมวิธีการที่จะพูดหรือตอบคำถามไปเลยค่ะ พอไฟกล้องขึ้นว่าเริ่มอัดรายการ ฉันก็พูดออกไปแบบตะกุกตะกัก และหลังจากนั้นฉันเลยค่อนข้างที่ไม่ชินหรือกลัวเวลาอยู่ต่อหน้ากล้องค่ะ

K-WAVE:คงไม่มีใครเคยนึกมาก่อนแน่นอนว่าแทยอนจะไม่ชินต่อหน้ากล้อง แต่หลายคนก็บอกนะว่าแนวเพลงของแทยอนเปลี่ยนไป เปลี่ยนตามนิสัยของคุณ
แทยอน: จะบอกว่านิสัยของฉันดูดาร์กขึ้นได้ไหมนะ? ฉันก็มีมุมที่ค่อนข้างเซ็นซิทีพนะคะ ถ้าอยู่กับสมาชิกแล้วฉันจะเป็นคนขี้เล่นค่ะ แต่ปกติฉันจะเป็นคนเงียบๆ ฉันชอบอยู่คนเดียวนะ ถ้าเทียบกับทุกคนในวงแล้ว ฉันดูเป็นคนที่ดูจะเอ็นจอยสิ่งต่างๆได้น้อยที่สุดเลยค่ะ


K-WAVE: นี่คงเป็นเหตุผลที่คุณชอบเล่นกับน้องหมาใช่ไหม? อยู่บ้านก็แบ่งปันเรื่องราวต่างๆกับน้องหมาหรือเปล่า?
แทยอน: ถ้าน้องหมาชอบ(เล่น)กับฉัน ฉันจะทำยังไงดีคะ? แต่มันก็เป็นแค่น้องหมาละเนอะ ก็คงชอบไปเรื่อยแหละ

K-WAVE:ฉันคิดว่าอัลบั้มนี้สามารถสะท้อนความเป็นคุณออกมาได้บ้างนะ
แทยอน: ใช่ค่ะ ตอนที่เริ่มเตรียมโซโล่นั้น ฉันเริ่มคิดว่าจะร้องเพลงแบบไหนดี แต่ก็คิดว่าถ้าเลือกแบบเท่ๆคงไม่เข้ากันฉัน เพราะฉันเป็นคนที่สบายๆจริงใจ ฉันรับปากไว้แล้วว่าจะทำคอนเซปที่คล้ายๆแบบนั้น(เป็นตัวของตัวเอง) จะให้ทำคอนเซปนักร้องสาวเซ็กซี่ๆก็คงไม่เข้ากับฉันค่ะ ฉันไม่ใช่รุ่นพี่โบอา คิดภาพไม่ออกเลยว่าจะทำการแสดงแบบนั้นออกมายังไง ตอนนี้ก็เหมือนกับฉันได้เริ่มต้นใหม่ ฉันเลยเริ่มอยากจะลองกลับไปทำอะไรที่เหมือนได้เริ่มต้นใหม่ตั้งแต่ต้นค่ะ อยากจะทำให้การเริ่มต้นครั้งนี้เหมือนกับการที่เราเริ่มวาดอะไรสักอย่างลงบนกระดาษเปล่า สุดท้ายแล้วเพลงที่ออกมาก็คือเพลง 'I' นั่นเองค่ะ

K-WAVE:มีวิธีหรือมาตรฐานไหนไหมที่คุณใช้ในการคัดเลือกเพลง
แทยอน: แต่ละบริษัทจะมีฝ่ายคัดสรรและพัฒนาศิลปินค่ะ เป็นฝ่ายที่จะมีผู้ดูแลการอัดเพลงและวางแผนการอัดเพลง พวกเขาติดต่อนักแต่งเพลงต่างๆ หลังจากนั้นทีมงานของฝ่ายคัดสรรและพัฒนาศิลปินจะเริ่มคัดเพลงและเปิดเพลงให้ฉันฟังค่ะ หลังจากนั้นเราก็มาปรึกษากันว่าจะเลือกเพลงไหนดี

K-WAVE:นั่นคงเป็นวิธีที่ทำให้คุณเลือกเพลง 'Rain' อย่างคราวนี้ด้วยเช่นกันสินะ
แทยอน: ใช่ค่ะ

K-WAVE:ครั้งแรกที่ได้ยินเพลง 'Rain' รู้สึกยังไงบ้าง?
แทยอน: ฉันชอบเพลงนี้มากๆเลยค่ะ หลังจากได้ฟังครั้งแรกแล้ว ชอบทำนองเพลงมากๆ พวกเขาบอกว่า 'เธออยากได้เพลงนี้ไหม? หรือเอาไปให้กลุ่มอื่นดี?' ฉันตอบไปว่า 'ไม่ค่ะ จะเอาเพลงนี้ไปให้ใคร เพลงนี้เป็นเพลงของฉันนะ ฉันจะเอาค่ะ ฉันจะร้องเพลงนี้' *หัวเราะ* เขาถามต่อ 'จะโอเคหรอถ้าร้องเพลงสไตล์นี้?' แล้วก็ถามฉันอีกครั้ง ฉันก็ยืนกราน 'ฉันชอบเพลงนี้มากๆเลยค่ะ' อย่างไรก็ตามทางบริษัทไม่ค่อยชอบเพลงที่ 2 คือเพลง 'Secret' ค่ะ ฉันก็บอกอีกค่ะว่าเพลงนี้เป็นเพลงของฉัน ฉันบอกว่าฉันจะร้องมันไม่ว่าอย่างไงก็จะร้อง แล้วทางบริษัทก็พ่ายให้กับฉันค่ะ มีคนชอบเพลงนั้นเยอะนะคะ มีคนชอบเพลงนั้นเยอะกว่าที่ฉันคาดไว้เสียอีก ไม่อยากจะเชื่อเลย แต่ก็นั่นแหละค่ะ เพลงไหนที่ฉันชอบมักจะไม่ค่อยประสบความสำเร็จเท่าที่ควร


K-WAVE:ใช่แล่ว ถือว่าเป็นปรากฏการณ์อย่างนึงเลย ถ้าแทยอนไม่ชอบเพลงไหน เพลงนั้นจะดังหรอ?
แทยอน: มันเป็นแบบนั้นตอนเราโปรโมทฐานะโซนยอชิแดนะคะ ฉันไม่ชอบเพลง 'Gee' และ 'Oh!' แต่ปีนั้นที่เราโปรโมทเพลงพวกนั้น เราชนะและคว้ารางวัลใหญ่มามากมาย แถมได้ที่ 1 ถึง 9 สัปดาห์ติดต่อกัน ฉันก็สงสัยนะคะว่าทำไมฉันชอบเพลงไหนแล้วเพลงนั้นจะไม่ค่อยปัง

K-WAVE:คงมีเพลงบางเพลงที่อยู่ระหว่าง โดนใจคนทั่วไป และ โดนใจนักร้อง
แทยอน: ฉันคิดว่าเพลงที่ฉันชอบคงไม่โดนใจคนทั่วไปค่ะ เพลงที่โดนใจคนทั่วไปจะเป็นเพลงที่มีท่อนฮุควนไปเรื่อยๆ ทำให้คนร้องตามได้ค่ะ แทนที่จะชอบเพลงอย่างนั้น ฉันชอบเพลงที่เราไม่สามารถบอกได้ว่าท่อนรับหรือท่อนฮุคของเพลงนั้นอยู่ไหน หรือท่อนสองของเพลงเริ่มตรงไหนมากกว่า ฉันชอบเพลงที่มีแนวต่างออกไปค่ะ

K-WAVE:แบบนั้นแล้วน่าจะให้นักร้องหน้าใหม่มาร้องเพลงของพวกเขาให้แทยอนฟังนะ ถ้าแทยอนได้ฟังแล้วไม่ชอบ แสดงว่ามันต้องไปได้สวยแน่ๆ
แทยอน: แต่มันใช้ได้เฉพาะกับโซนยอชิแดเท่านั้นนะคะ ฮ่าฮ่า

K-WAVE:เพลง 'Rain' เป็นที่เข้าถึงอารมณ์และจังหวะ ถือว่าเป็นเพลงที่ดีเลย เสียงของแทยอนก็เข้ากันได้อย่างดีด้วย เสียงของคุณนั้นแข็งแกร่งมาก ขอใช้คำว่าเสียงสูงของคุณนั้นทำให้รู้สึกถึงพลังได้เลย ตอนแรกฉันคิดว่าเสียงคุณคงเข้ากับแค่เพลงเบาๆ แต่กลับเข้ากับเพลงนี้ด้วยเช่นกัน
แทยอน: แทนที่จะบอกว่าเพลงนี้เป็นเพลงที่เข้ากับแนวของฉัน ฉันคิดว่าฉันสามารถถ่ายทอดได้ออกมาเข้ากับเพลงนะคะ มันก็อาจจะไม่ใช่ข้อดีสักเท่าไหร่ ฉันรู้สึกว่าฉันไม่มีแนวไหนที่ชัดเจนสักแนว เสียงกับแนวของฉันไม่ค่อยไปในทางเดียวกันในทุกๆครั้งที่ฉันอัดเพลงค่ะ ฉันคิดเสมอค่ะว่า 'อ่า จะทำยังไงดีนะ?' มันเป็นอะไรที่ยากนะคะ แน่นอนว่าสุดท้ายคนก็พูดชมกันออกไปในทางเดียวกัน พวกเขาต่างก็บอกว่าการที่ฉันสามารถถ่ายทอดบทเพลงออกมาได้แบบนั้นเป็นเรื่องที่ดีโดยที่ไม่ได้ยึดตึดกับแนว เวลาที่เราได้ยินแบบนั้นก็ถือว่าเป็นเรื่องดีเช่นกันนะคะ แต่ฉันมีบางอารมณ์ที่ก็ยังแอบเสียสติไปบ้าง แต่ก็นั่นแหละค่ะ

K-WAVE:นักร้อง หรือ ไอดอล หรือ โซนยอชิแด ต่างก็เป็นตำแหน่งที่มีชื่อเสียงทั้งนั้นจนทำให้คุณทำอะไรที่ต้องอยู่ในขอบเขต ถ้าหากคุณทำแบบนั้น คุณคงไปทำอะไรได้น้อยลง แถมยังเป็นช่วงเวลาที่ยากลำบากในการถ่ายทอดความรู้สึกออกมาด้วย
แทยอน: เพราะแบบนี้แล้ว ฉันเลยเลือกที่จะดูหนังเยอะๆค่ะ เวลาที่ฉันดูหนัง ฉันจะสามารถรู้สึกแบบนี้แบบนั้นได้ค่ะ ฉันจะคิดแบบ 'อ่า มีคนประเภทนี้อยู่ด้วย' แต่ก็อย่างที่คาดไว้ค่ะ มันมีขอบเขตมากมายพอตัว พวกเพื่อนที่เข้าวงการตั้งแต่อายุยังน้อยแบบฉันไปทำสิ่งที่ชอบสิ่งที่อยากทำกันที่ไหนกันนะ? แต่ด้วยความที่ฉันเริ่มต้นชีวิตการเป็นผู้ใหญ่ก่อน ฉันเลยได้พูดคุยกับคนที่อายุมากกว่า, ได้เรียนรู้เรื่องราวมากมายจากทีมงาน มันถือว่าเป็นเรื่องใหญ่นะคะ กับการที่ต้องเจ็บปวดตั้งแต่อายุยังน้อย ฉันคิดว่าคนเราก็สมควรที่จะมีเวลาที่เจ็บปวดบ้าง เจ็บทีละนิดละหน่อย แต่ถ้ามากๆก็จะกลายเป็นช่วงเวลาที่ยากลำบาก


K-WAVE:นักร้องบางคนก็ต้องการเวลาที่ทำให้ผ่อนคลาย/สมอดปลอดโปร่ง สำหรับคุณแล้วคุณทำยังไง?
แทยอน: ฉันก็กำลังมองหาวิธีอยู่เหมือนกันค่ะ ฉันเป็นคนที่ติดบ้านนะ บางครั้งฉันเลยดื่มกับสมาชิกบ้างค่ะ สมัยที่ฉันเพิ่งได้ใบขับขี่มาและมีรถ ฉันก็ไปขับรถเล่นทั่วไปแต่ก็โดนปาปารัซซี่ไล่ตามค่ะ เลยต้องเลิก การขับรถเล่นเลยเป็นอะไรที่ต้องอยู่ในกรอบด้วยเช่นกันค่ะ และฉันก็ค่อนข้างที่จะต้องคิดทบทวนกับมัน ฉันเลยเลือกที่จะโทรเรียกหาให้เพื่อนๆมาเจอที่บ้านแทน แล้วก็ใช้เวลากับสมาชิกค่ะ

K-WAVE:ได้ฟังแบบนี้แล้วก็ทำให้ฉันเศร้าตามนะ แล้วแบบนี้อยู่ที่บ้านทำอะไรบ้าง?
แทยอน: ก็ดื่มค่ะ ดูหนังบ้าง ทำอะไรเรื่อยเปื่อย ทำอาหารบ้าง (แทยอนลังเลนิดนึงตอนตอบข้อนี้) ... ฉันสั่งมาที่หอบ้างค่ะ ทำอาหารไม่เก่ง *หัวเราะ*

K-WAVE:อาหารจานไหนที่คุณทำออกมาได้ดีที่สุด?
แทยอน: อาหารหรอคะ? งั้นจะตอบว่าซีเรียลได้ไหม? ตอนนี้ฉันอาศัยอยู่กับทิฟฟานี่ค่ะ ทิฟฟานี่เป็นคนที่เข้ากับคนได้ง่ายและเป็นคนเข้าสังคมค่ะ ต้องขอบคุณเธอนะคะ ฉันเลยได้ออกไปข้างนอกและทำอะไรหลายอย่างเลย คุณก็รู้ใช่ไหมคะว่าตามประสาเพื่อนชาวอเมริกัน เวลามีเทศกาลหรือวันพิเศษอะไร เธอจะบอกว่าเราต้องทำคัพเค้กนะ หรือไม่ก็ตอนที่เธอบอกว่าเราต้องทำคุ๊กกี้นะ ฉันก็อบคุ๊กกี้กับเธอค่ะ แล้วถ้าเธอบอกว่าเราต้องเขียนการ์ดด้วยนะ ฉันก็จะเขียนไปด้วยสักใบค่ะ ไม่ว่ายังไงก็ตาม ทิฟฟานี่จะบอกว่าให้เราทำสิ่งพวกนี้ด้วยกันค่ะ (หัวเราะ) ฉันเลยคิดว่าสุดท้ายแล้วฉันก็ได้ฤกษ์ทำนู่นทำนี่บ้างก็เพราะแบบนี้แหละค่ะ

K-WAVE:ไม่ใช่ว่านิสัยพวกนี้มันติดต่อกันได้หรอ? (พูดถึงนิสัยที่เข้าสังคมของฟานี่)
แทยอน: อืม ฉันก็ไม่ทราบนะคะ เราค่อนข้างมีรสนิยมที่ต่างกัน แต่เราก็เข้ากันได้อย่างสุดๆเลยค่ะ ถ้าทิฟฟานี่เป็นสีแดง ฉันคงเป็นสีฟ้าค่ะ แต่ก็เป็นอะไรที่น่าแปลกใจดีนะคะที่เราเข้ากันได้ดี ฉันคิดว่าคงเป็นเพราะเราอยู่ด้วยกันมานานแล้วด้วย เราอยู่ด้วยกันมามากกว่า 10 ปีแล้ว เราจะไม่แหย่กันเกินควร เพราะเรารู้ว่าอีกฝ่ายไม่ชอบอะไร แล้วเราก็จะเลี่ยงทำในสิ่งที่อีกฝ่ายไม่ชอบด้วยค่ะ เรารู้จักกันดีมากๆ
เวลาแกล้งกันก็จะแหย่แค่พอควรเพราะเรารู้ลิมิตอีกฝ่าย รู้ว่าเล่นได้แค่ไหน แล้วก็จะหยุดแค่ตรงนั้นค่ะ หรือแม้กระทั่งตอนที่เธอโกรธ ฉันรู้ว่าควรทำยังไงให้เธอสบายใจและอารมณ์ดีขึ้นค่ะ บางสิ่งที่เราสมควรจะทำ ฉันก็จะไม่เลี่ยงที่จะทำมันนะคะ เราก็ยังคงที่จะทำมันด้วยความพยายามค่ะ

K-WAVE:คุณกับสมาชิกก็ยังสนิทกันอยู่นี่ ยังทำอะไรด้วยกันอยู่เลย
แทยอน: ฉันใช้ชีวิตอยู่กับพวกเธอมากกว่าครอบครัวของฉันเองค่ะ ฉันมาจากต่างจังหวัด และด้วยความที่ฉันมาอยู่ที่โซลตั้งแต่เด็ก ฉันเลยเห็นหน้าสมาชิกในวงบ่อยกว่าคนในครอบครัว ต่อให้ฉันไม่ได้เจอสมาชิกเป็นเดือนๆ แต่พอกลับมาเจอกันก็เหมือนเพิ่งเจอกันเมื่อวานค่ะ


K-WAVE:คุณชอบเพลงแนวเดียวกับทิฟฟานี่หรือเปล่า?
แทยอน: ฉันคิดว่าเราชอบฟังเพลงแนวเดียวกันนะคะ แต่การฟังเพลงไม่เหมือนกับการร้องเพลงนะ สำหรับเพลงแล้วจะมีแบบที่ง่ายต่อการร้อง ซึ่งมันจะต่างกับแนวที่ฟังแล้วรู้สึกสบายนะคะ เราชอบฟังเพลงคล้ายๆกันค่ะ แต่ถ้าพูดถึงการร้องเพลงแล้ว เราต่างก็มีแนวเพลงที่ตัวเองอยากร้องนะ

K-WAVE:ได้ข่าวมาว่าคุณชอบฟังเพลงของ Rihanna บ่อยๆ
แทยอน: พอตอนที่ฉันรู้ข่าวว่าเธออกอัลบั้มใหม่ ฉันก็ไปเปิดฟังเลยค่ะ ฉันชอบแนวเพลงที่แข็งแกร่งแบบนี้นะคะ ฉันชอบแนว hiphop, R&B, และ soul ค่ะ ชอบเพลงแนวนี้มากๆเลย แต่ถ้าฉันลองทำเพลงแนวนี้บ้างแล้ว ฉันก็ไม่แน่ใจนะคะว่าจะถ่ายทอดมันออกมาได้ดีหรือเปล่า

K-WAVE:ตอนอยู่คนเดียว เคยฝึกแร็พบ้างหรือเปล่า?
แทยอน: ตอนที่เรากำลังเตรียมอัลบั้มของแททิซออยู่นั้น เคยมีท่อนแร็พที่ฉันต้องร้องด้วยค่ะ แต่ก็ทำไม่ได้ เป็นท่อนแร็พของฉันเลยนะคะ แต่พอถึงท่อนนั้นทีไร แค่จะอ้าปากร้องยังทำไม่ได้เลยค่ะ ฉันเลยส่งต่อท่อนแร็พนั้นไปให้ทิฟฟานี่ เพลงนั้นคือเพลง Stay ค่ะ แต่ฉันทำไม่ได้จริงๆนะ ร้องไม่ออกค่ะ ฉันถึงขั้นประท้วงเลยว่าทำไมต้องให้ฉันมาทำอะไรที่ไม่เคยทำแบบนี้ด้วย แต่พวกเขาก็แค่บอกให้ฉันลองทำดูสักครั้งค่ะ แต่ฉันก็บอกแล้วนะว่าฉันทำไม่ได้

K-WAVE:งั้นเราจะถือว่าคุณไม่คิดที่จะทำเพลงแนว hiphop สินะ
แทยอน: เพลง hiphop ไม่ได้มีแค่ท่อนแร็พนะคะ ฮ่าฮ่าฮ่า มีทั้ง hiphop และ R&B มีเพลงอีกตั้งหลายแนว ฉันยังไม่ยอมแพ้หรอกค่ะ

K-WAVE:แต่จริงๆแล้วตอนทำเพลง 'I' กับ Verbal Jint มันก็มีท่อนแร็พนะ
แทยอน: ฉันก็ไม่รู้นะคะว่าพวกเขาแหย่ฉันเล่นหรือเปล่า แต่ก็นั่นอีกแหละค่ะ เมเนเจอร์อปป้าบอกให้ฉันร้องท่อนแร็พดู ผู้หญิงก็แร็พได้อะไรแบบนี้ แต่การที่จะให้ฉันมาร้องแร็พนี่ก็เกินไปนะคะ ฉันคิดว่าการแร็พไม่เหมาะกับอัลบั้มแรกของฉันค่ะ ต้องขอเวลาอีกสักหน่อยสำหรับการแร็พ ขอพักเรื่องแร็พไว้ก่อนนะคะ

Source: trr805 & GGPM
Eng Trans: @SonexStella
แปลไทย: Translator Gang ll soshifanclub ll http://www.soshifanclub.com

[Trans] บทสัมภาษณ์ฮโยยอนในนิตยสาร Beauty+ ฉบับเดือนเมษายน 2016



[Trans] บทสัมภาษณ์ฮโยยอนในนิตยสาร Beauty+ ฉบับเดือนเมษายน 2016

[News] แทยอน (Taeyeon) พร้อมจัดคอนเสิร์ตเดี่ยว ‘Taeyeon, Butterfly Kiss’ ปลายเดือนเมษายนนี้!


แทยอน จะจัดคอนเสิร์ตเดี่ยวแบบเต็มรูปแบบครั้งแรก อย่างคอนเสิร์ต 'TAEYEON, Butterfly Kiss' ที่ Olympic Hall ในวันที่ 23 และ 24 เมษายนนี้

คอนเสิร์ต ' TAEYEON, Butterfly Kiss' ของแทยอน จะเริ่มเปิดขายบัตรในวันที่ 30 มีนาคม เวลา 2 ทุ่มประเทศเกาหลี ทางเว็บ Yes24 โดยคอนเสิร์ตรอบวันเสาร์ที่ 23 เมษายน จะจัดเวลา 6 โมงเย็น และ รอบวันอาทิตย์ที่ 24 เมษายน จะจัดเวลา 4 โมงเย็นเกาหลี

ทั้งนี้เมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมา แทยอนได้เดบิวต์ในฐานะนักร้องเดี่ยวด้วยผลงานและมินิอัลบั้ม 'I' และได้รับความรักและความนิยมอย่างท่วมท้น ทั้งกวาดอันดับ 1 ในรายการเพลงมากมาย รวมไปถึงทริปเปิ้ลคราวน์ แถมยังจัดคอนเสิร์ต ภายใต้ซีรีย์คอนเสิร์ต 'THE AGIT' ของ SM Ent. ที่ SMTOWN Theater @ COEX Atrium ไปถึง 7 รอบ และขายบัตรหมดเกลี้ยงทุกรอบ!

นอกจากนั้นแล้ว ตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมานี้ แทยอนได้มีผลงานอย่างไม่หยุดหย่อน ไม่ว่าจะเป็นการไปร่วมฟีท เพลง 'Don't Forget' กับ CRUSH และต่อด้วยการประเดิมเปิดตัวให้โปรเจกต์ 'The Station' ของ SM ด้วยเพลง 'Rain' และ 'Secret' ในส่วนของเพลง 'Rain' นั้น แม้ว่าจะเป็นแค่การปล่อยซิงเกิล ไม่มีการขึ้นโปรโมทตามรายการเพลง แต่กลับสามารถคว้าที่ 1 มาได้อย่างน่าตกใจเลยทีเดียว

แทยอนนั้นได้รับรางวัลมากมายในฐานะศิลปินเดี่ยว อย่างรางวัล 'ศิลปินหญิงยอดนิยม' ในงานประกาศรางวัล Mnet Asian Music Awards ครั้งที่ 17, รวมไปถึงรางวัลบนซัง ในงานประกาษรางวัล ในงาน Seoul Music Awards ครั้งที่ 25 และ Golden Disc Awards 216 ครั้งที่ 30 อีกด้วย

ทั้งนี้สาวๆโซนยอชิแดจะมีทัวร์คอนเสิร์ต 'Phantasia' ที่ประเทศอินโดนิเซียในวันที่ 16 เมษายน และ ที่ไต้หวันวันที่ 7 และ 8 พฤษภาคม





Source: Girls' Generation Official Notice
Eng Trans: @kaskusone
แปลไทย: Translator Gang ll soshifanclub ll http://www.soshifanclub.com


อัพเดทวันที่ 30 มีนาคม SM ประกาศเลื่อนคอนเสิร์ตออกไปอย่างไม่มีกำหนด (ที่มา)

ทาง SM Entertainment แถลงในวันที่ 30 มี.ค. ถึงคอนเสิร์ต 'TAEYEON, Butterfly Kiss' ที่จะจัดขึ้นในวันที่ 23 และ 24 เมษายนนี้

"ทางเราขอเลื่อนคอนเสิร์ตออกไปก่อน เนื่องจากเหตุการณ์ไม่คาดฝันของทางตัวบริษัทเอง ทางเราขออภัยกับเหตุการณ์ครั้งนี้ และขอโทษที่ต้องทำให้แฟนๆของแทยอนผิดหวัง ทางเราจะแจ้งอีกครั้งหากได้กำหนดวันแสดงคอนเสิร์ตแล้ว ทั้งนี้พวกเราจะทำการติดต่อและคืนเงินให้กับผู้ชมที่ซื้อบัตรโซน HAPPY FAMILY ไปแล้วอย่างเต็มจำนวน ท้ายที่สุดนี้ทางเราขออภัยในความไม่สะดวกครั้งนี้ด้วย"

Credit: Girls Generation @ share.vyl

[News] ซูยองจัดงานการกุศล “Beaming Effect” ช่วยเหลือผู้พิการทางสายตา



[News] ซูยองจัดงานการกุศล "Beaming Effect" ช่วยเหลือผู้พิการทางสายตา


ช่วงสองสามวันที่ผ่านมา เราได้เห็นซูยองโพสต์ภาพตัวเองใน Instagram ที่สวมเสื้อและถือถึงผ้าที่มีตัวอักษร B.E BEAMING EFFECT ประดับอยู่ ซึ่งเป็นการโปรโมตกิจกรรมการกุศลพิเศษที่จะจัดขึ้นในวันพรุ่งนี้ (19 มีนาคม)

มีข่าวรายงานว่าซูยองแห่งโซนยอชิแดเจะจัดกิจกรรมขายสินค้าการกุศลเพื่อช่วยเหลือผู้พิการทางสายตา

ในวันเสาร์ที่ 19 มีนาคม เวลา 11:30 น. (เกาหลี) นักร้องสาวของวงโซนยอชิแดจะจัดกิจกรรมชื่อ

[News] ซันนี่ สวมบทกรรมการในรายการสงครามเพลง “God



[News] ซันนี่ สวมบทกรรมการในรายการสงครามเพลง "God
Page 1 of 51812345...102030...Last »
Go to Top