เคยสงสัยกันบ้างรึเปล่าว่าเบื้องหลังความสำเร็จที่ทำให้กระแสเพลง K-pop นั้นติดตาตรึงใจเหลือเกิน ไม่ว่าจะเป็นท่วงทำนองติดหู, พรสวรรค์ของศิลปิน, เครื่องแต่งกาย หรือคอนเซ็ปของแต่ละอัลบัม รวมกันทำให้ทั้งศิลปินเดี่ยวหรือกลุ่มต่างมีพลพรรคแฟนคลับสนับสนุนตามเชียร์กันอย่างคับคั่ง พวกเขาทำได้ยังไง? วันนี้เราจะมาวิเคราะห์เจาะลึกถึงธาตุแท้และความสำคัญของ 'ท่าเต้น' ที่กลายเป็นเวทมนตร์สะกดทุกสายตาให้จับจ้องมาที่วงการเพลงนี้แล้ว

โปรแกรมทีวีเอย, การแสดงบนงานเทศกาลต่าง ๆ, วาไรตี้โชว์ รวมถึงคอนเสริ์ตนานาชนิด สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ 'การแสดง' นั่นเอง ไม่ว่าเพลงไตเติ้ลจะสวยหรูเลิศเลอเพียงใด แต่เมื่อเวลาผ่านไปสักสองสามเดือน ผู้คนต่างเริ่มรู้สึกเบื่อ ชิน และเริ่มหาเพลงใหม่กันอีกครั้ง ดังนั้นสิ่งที่จะเป็นโซ่ตรวนกักขังให้ผู้ฟังไม่หนีหายไปไหนนั้น มีอยู่ 3 อย่างด้วยกัน ซึ่งนั่นก็คือ ทำนอง, ท่อนฮุค และท่าเต้นที่เป็นเอกลักษณ์นั่นเอง หากใครนึกภาพไม่ออกว่าส่วนผสม 3 ชนิดนี้มีอิทธิพลเพียงไร ลองนึกภาพเพลง 'Abracadabra' ของ Brown Eyed Girls สิ่งแรกที่คุณนึกถึงคงไม่พ้นท่าส่ายสะโพกสุดยั่วยวน, 'Sorry Sorry' ของ 13 หนุ่มซูเปอร์จูเนียร์ กับท่าถูมือและโยกตัวตามจังหวะ, ดงบังชินกิกับเพลง 'Mirotic' ที่มาพร้อมกับท่ากอดอก จับคางและโยกไปตามทำนอง, 'Gee' ของ 9 สาวโซนยอชิแด หนีไม่พ้นท่าขาปู และอีกมากมายนานับประการ

เคสที่ #1: JYP (Wonder Girls)



หากคุณไม่รู้ว่า 5 สาวนี้โด่งดังเพียงไร นั่นเท่ากับว่าคุณยังไม่รู้จัก K-Pop ดีพอนั่นแหละ ในเมื่อเพลง 'Tell Me' ได้เปิดประตูแห่งความสำเร็จให้กับสาว ๆ วอนเดอร์เกิลส์ คงไม่มีใครที่รู้จักเพลงนี้แต่จำท่าเต้นไม่ได้ เพราะอาวุธลับของกระแส 'Tell Me' ที่กวาดความนิยมทั่วประเทศเกาหลีก็คือ ท่าเต้นที่เป็นเอกลักษณ์และติดตานั่นเอง ไม่ว่าจะเป็นบน Youtube หรือเว็บไซต์ต่าง ๆ ก็ดูเหมือนว่าจะสามารถพบการเต้น โคฟเวอร์ เพลง 'Tell Me' ได้อย่างง่ายดาย นี่แหละคืออาวุธลับของ JYP ที่ส่งชื่อของเกิลส์กรุ๊ป 'Wonder Girls' ให้โด่งดังไปทั่วทุกมุมโลก

ว่ากันว่าหากไม่พัฒนา ก็เหมือนกับก้าวถอยหลัง ซึ่งวง 5 สาว วอนเดอร์เกิลส์ ก็ไม่ได้พอใจกับความนิยมจาก 'Tell Me' เพียงเท่านั้น เมื่อพวกเธอกลับมาพร้อมกับท่า 'V-line' และท่า 'กำไลมือ' ในเพลง 'So Hot' สองท่าที่กล่าวถึงนั้นคือท่าหลักที่ฝังอยู่ในความทรงจำของผู้พบเห็น ดั่งที่ ฮอง ยองจู, ผู้คิดค้นท่าเต้นได้กล่าว่า "ท่าเต้นของ 'So Hot' นั้นมีทริคมากกว่า 'Tell Me' นิดหน่อยครับ แต่ก็ยังนับว่าง่ายกว่าเพลงอื่น ๆ มาก" ถึงแม้ว่าแต่ละท่าในเพลงนี้จะมีเพิ่มเติมในจุดเล็ก ๆ ไม่ว่าจะเป็นการขยับของขาหรือแขน แต่ก็ต้องเรียกว่าสุกท้ายแล้ว 'So Hot' ก็ไม่ได้ทำให้ผิดหวังเลยทีเดียว

เท่านั้นยังไม่พอ เมื่อพวกเธอตอกย้ำความเป็นหนึ่งในปี 2008 ด้วยเพลง 'Nobody' ที่เรียกเสียงฮือฮาได้ทั้งเกาหลีใต้และอเมริกาเลยก็ว่าได้ ถึงขนาดที่ว่าไอดอลของแดนลุงแซมอย่าง Jordin Sparks เจ้าของเพลง 'Tattoo' ยังถึงกับขอให้สาว ๆ วอนเดอร์เกิลส์สอนเธอเต้นเลยทีเดียว ซึ่งเธอยอมรับด้วยเสียงหัวเราะว่า "ฉันชอบเพลงนี้มาก ๆ ค่ะ บางครั้งฉันเต้นเพลงนี้ทั้ง ๆ ที่กำลังเดินแบบ 'Nobody Nobody but chu~' ซึ่งผู้คนรอบข้างอาจจะมองว่าฉันเพี้ยนก็ได้" โดยความสำเร็จของเจ้าของเพลง 'Nobody' นั้นถือว่าไม่ธรรมดา เพราะพวกเธอสามารถกุมหัวใจของแฟนชาวอเมริกันได้ด้วยท่า 'ยิงลูกศรรัก' อันแสนโด่งดังนี้เอง

'โอโมนะ', 'V-line', 'ลูกศรรัก' .. นี่ไม่ใช่เรื่องบังเอิญแน่นอน ดังนั้นมันจะนำไปถึงคำถามที่ว่า .. เจวาย ปาร์ค ทำได้อย่างไร? คำตอบนั้นไม่ยากเลย ซึ่งนั่นก็คือการค้นหาความสมดุลของเพลงนั่นเอง โดยการเลือกท่าเต้นที่เต้นตามได้ง่าย แต่ก็ดูทรงพลังและน่าจดจำ โดย เจวาย ปาร์ค ได้กล่าวว่าเป็นท่าที่สามารถเต้นตามได้ทั่วโลก "ท่าแต่ละท่าั้นั้นง่ายมากค่ะ แต่เมื่อนำเอาทุกท่ามารวมกันแล้ว มันดูน่าพิศวงเอามาก ๆ" นี่คือคำกล่าวของยูบิน, หนึ่งในห้าสาววอนเดอร์เกิลส์ที่ได้สัมผัสมันด้วยตัวเอง แทนที่จะใช้ท่าตื่นตาตื่นใจ แต่พวกเธอเลือกที่จะใช้ท่าแบบเบสิคแต่ไม่ธรรมดานี้เอง

เมื่อมาถึงจุดนี้แล้ว ต้องเรียกว่าบริษัท JYP Entertainment ได้ทำหน้าที่อย่างยอดเยี่ยมในการ ส่งเสริมการตลาด ไม่เพียงแค่เพลงของพวกเขาเท่านั้น แต่ท่าเต้นและบุคลิกต่างหากที่ช่วยผลักดันให้เพลงธรรมดาเพลงหนึ่ง สามารถก้าวไปไกลถึงระดับโลกได้ ซึ่งนักวิจารณ์ คิม ซักก้า ได้คอมเมนต์ว่า "สเน่ห์ของวอนเดอร์เกิลส์คือความตั้งใจที่ดูเหมือนจะผิดพลาด ผิดกับไอดอลจาก SM Entertainment ที่นำเสนอมาในรูปแบบเพอร์เฟ็กเกินไปนั่นเอง" อย่างไรก็ตาม ดูเหมือนว่าความคิดของ ซักก้า จะถูกเพียงครึ่งเดียวเท่านั้น เมื่อไอดอลกรุ๊ปจาก SM นั้นก็มีไพ่ตายเหมือนกัน

เคสที่ #2 ริโน่ นากาโซเนะ (SHINee, โซนยอชิแด, f(x))



นี่อาจจะไม่ใช่ชื่อที่คุ้นหูใครหลาย ๆ คนนัก แต่หากย้อนดูประวัติของเธอแล้วทุกคนน่าจะร้อง อ๋อ~ กันแน่นอน เมื่อเธอเคยเป็นแบ๊คอัพให้กับ เจ้าแม่ Gwen Stefani's Harajuku Girls รวมทั้งยังเป็นหนึ่งในสมาชิกกลุ่มเต้นที่น่าประทับใจที่สุดกลุ่มหนึ่งอย่าง Beat Freaks อีกด้วย ไม่เพียงแค่นั้น เมื่อเธอได้รับรางวัลอันดับ #2 ในซีซั่นที่ 3 ของ 'American's Best Dance Crew' นี่คือเหตุผลว่าทำไม SM Entertainment ถึงวางใจให้หญิงสาวชาวญี่ปุ่นคนนี้ออกแบบท่าเต้นให้กับ ไอดอลไข่ในหินอย่าง SHINee, โซนยอชิแด, และ f(x) นั่นเอง

ในปี 2008, SHINee ไม่ใช่แค่วงเดียวที่ทำการเดบิ๊วท์บนเวทีดนตรีเกาหลีเท่านั้น แต่สิ่งที่พิเศษที่สุดเห็นจะเป็นท่าเต้นของเพลง 'Nuna Neomu Yeppo(Replay)' นั่นเอง ซึ่งนั่นคืองานชิ้นแรกที่ นากาโซเนะ ได้ร่วมมือกับทาง SM Entertainment "เมื่อฉันได้ไปทำงานกับ SHINee ที่เกาหลี ฉันยอมรับว่าพวกเขาทุ่มเทกันมาก ฉันชอบเพลงของพวกเขานะ ทุก ๆ คนสามารถจดจำท่าเต้นได้อย่างรวดเร็ว และไม่มีปัญหาเลยที่จะซึมซับเทคนิคต่าง ๆ จากฉันไป"

แน่นอนว่า นากาโซเนะ ได้โอกาสสร้างผลงานกับทาง SM ต่อไป เมื่อเธอได้รับมอบหมายภารกิจคิดค้นท่าเต้นให้กับ 9 สาวโซนยอชิแด ในเพลง 'Tell Me Your Wish(Genie)' พร้อมกับทีมงานอีกทีม "ที่จริงแล้วพวกเธอเรียนรู้จากวิดีโอที่ฉันเต้นค่ะ และพวกเรามานั่งคุยเกี่ยวกับรายละเอียดภายหลัง" เธอกล่าว "ซูยองสามารถพูดภาษาญี่ปุ่นได้ รวมถึงเจสสิก้าที่คล่องแคล่วในภาษาอังกฤษ ดังนั้นจึงไม่มีปัญหาในการสื่อสารระหว่างเราเลยล่ะค่ะ พูดตามตรง ครั้งแรกที่ฉันได้ฟังเพลงนี้ ท่าเต้นต่าง ๆ แล่นเข้ามาในหัวทันทีเลยค่ะ"

เธอทำได้อย่างไร? "ดนตรีเป็นคนบอกฉันเองค่ะ เมื่อฉันมองย้อนกลับไป มันเหมือนว่าได้แรงบันดาลใจจากสเต็ปแทงโก้และซัลซ่ายังไงยังงั้นเลยล่ะ นั่นคือสิ่งที่ฉันถนัด เมื่อฉันเห็นท่าเต้นบางท่าแล้ว ฉันมักจะนำมันมาประยุกต์ในสไตล์ของฉันเองน่ะค่ะ" เมื่อโซนยอชิแดได้ซ้อมท่านี้แล้ว คุณครูนากาโซเนะได้คอมเมนต์ว่า "มันไม่ง่ายเลยนะคะที่จะต้องเต้นเป็นวง เพราะคุณจำเป็นต้องสลับตำแหน่งกันไม่หยุดหย่อน แต่ทุก ๆ อย่างออกมาได้อย่างน่าประทับใจเลยทีเีดียว อย่างที่เค้าว่ากันแหละค่ะ ทำให้ผู้คนอยากจะทำในสิ่งที่เขาทำ"

พวกเราจะได้เห็น นากาโซเนะ อีกรึเปล่าน่ะหรอ? ศิลปินที่มีพรสวรรค์อย่างเธอจะค้นคว้าหาโอกาสอีกแน่นอน แต่ในขณะนี้เธอกำลังตั้งหน้าตั้งตาฝึกซ้อมกับวงของเธอ Beat Freaks นั่นเอง รวมถึงการแสดงร่วมกับทีมงานจากปารีสอย่าง มารีส ด้วยเช่นกัน

นี่คือสองตัวอย่างจากสองเกิลส์กรุ๊ปที่เีรียกได้ว่าเป็น 'Pride of Korea'(ศักดิ์ศรีแห่งเกาหลี) เลยทีเดียว และแน่นอนว่ายังมีเพลงอื่น ๆ จากวงอื่น ๆ อีกมากมายที่ยังรอคอยการวิเคราะห์ อย่างไรก็ตาม ดูเหมือนว่าวงการดนตรี K-pop ในซัมเมอร์ของปี 2009 นี้ เปรียบเสมือนยาเสพติดสำหรับผู้ชมเลยทีเดียว


-----
PLEASE TAKE OUT WITH FULL CREDITS;
Source: AllKpop
แปลไทย: Galio ll www.soshifanclub.com ll SNSD
-----
อ่านจบแล้วค่อยเม้นนะครับ คนแปลจะได้ชื่นใจ