[Trans] บทสัมภาษณ์ซูยองในนิตยสาร Elle Korea ฉบับเดือนกันยายน 2556



Elle: คุณเพิ่งเสร็จงานจากการเล่นเป็นนางเอกครั้งแรกในละครเรื่อง 'Dating Agency; Cyrano' รู้สึกแปลกใจมากที่การแสดงของคุณดูไม่เหมือนว่าคุณเป็นไอดอลเลย
ซูยอง: ฉันไม่ได้คิดว่าจะมีคนบอกว่าฉันเล่นดีเลยค่ะ เพราะตอนถ่ายนี่เจอปัญหาเยอะมากๆ

Elle: ทั้งวิธีการพูดและท่าทางของ 'กงมินยอง' เธอเป็นคนที่น่ารักแบบสุดๆไปเลย
ซูยอง: โล่งใจเลยค่ะที่ได้ยินแบบนั้น เพราะบุคลิกของฉันไม่ใช่คน 'น่ารัก' ฉันเลยคิดว่าการฝืนทำตัวให้ดูน่ารักมันจะดูประดิษฐ์เกินไป เวลาฉันเห็นนักแสดงที่เล่นแนวโรแมนติก-คอมเมดี้เก่งๆอย่างรุ่นพี่กงฮโยจินเนี่ย เขาไม่ได้พยายามทำตัวให้ดูน่ารักนะคะ ฉันเลยพยายามปล่อยตัวเองอย่างเป็นธรรมชาติ

Elle: คิดว่าคงเป็นเรื่องยากที่ไอดอลจะไม่ทำตัวให้ดูน่ารัก
ซูยอง: ปีที่แล้วฉันเล่นบทเป็นคนไข้ที่มีเนื้องอกในสมองจากละครเรื่องแรกของฉัน 'The Third Hospital' ค่ะ ตอนแรกฉันรู้สึกผิดหวังที่ต้องมาใส่ชุดคลุมของผู้ป่วยและอดแต่งหน้าเยอะๆด้วย แต่พอฉันได้ไปเจอกับคนที่ป่วยจริงและกำลังเอาชนะโรคนี้อยู่ ฉันก็รู้สึกแย่เลยค่ะที่เผลอคิดไปแบบนั้น ฉันคิดว่าการสลัดความต้องการที่อยากให้ตัวเองดูน่ารักออกไปทำให้การแสดงของฉันเป็นธรรมชาติมากขึ้นค่ะ แต่พอได้ดูในทีวีแล้วก็ยังตกใจค่ะ เพราะฉันดูขี้เหร่เอามากๆเลย (หัวเราะ)

Elle: รู้มาว่าคุณได้เตรียมที่จะเป็นนักแสดงมาตั้งนานแล้ว
ซูยอง: สิ่งที่ฉันอยากทำตั้งแต่ตอนแรกเลยคือการแสดงค่ะ ตอนที่อนาคตของฉันยังไม่แน่นอนในช่วงที่เป็นศิลปินฝึกหัดอยู่ ฉันลองไปออดิชั่นเยอะมากๆเพื่อให้ได้ก้าวสู่การเป็นนักแสดงค่ะ แม้ว่าฉันจะยังห่างไกลจากเส้นทางนั้นมากเพราะต้องทำกิจกรรมต่างๆในฐานะนักร้องของโซนยอชิแด แต่ฉันก็ยังเก็บรักษาความฝันด้านการแสดงของฉันมาตลอดค่ะ เวลาที่มองดูสมาชิกในวงค้นพบเวทีของตัวเองทีละคน ฉันก็รอคอยให้โอกาสของฉันมาถึงบ้างค่ะ ฉันได้รับบทมาดูเยอะมาก และก็มีบางเรื่องที่ฉันเป็นตัวเต็งเกือบจะได้แสดงแล้ว แต่มันก็ไม่ได้เป็นไปอย่างที่คิดไว้ค่ะ



Elle: คุณคงจะผ่านช่วงของการถูกหล่อหลอมมาแล้ว
ซูยอง: ตอนฉันยังเป็นเด็กฝึก ฉันออดิชั่นไม่ผ่านซ้ำแล้วซ้ำอีกจนเรียนรู้ว่าต้องปล่อยวางอะไรที่มันไม่ได้เป็น 'ของฉัน'ไปค่ะ แน่นอนว่าฉันผ่านช่วงที่ถูกหล่อหลอมมาแล้ว ฉันก็ไม่รู้นะคะว่าต้องเจอกับงานแบบไหนบ้าง แต่ไม่ว่าโอกาสอะไรก็ตามที่ฉันได้รับ ฉันก็จะทำให้ดีที่สุดค่ะ แต่ก็ดีแล้วค่ะที่ฉันไม่ได้ถูกรุมจองตัวให้ไปแสดง เพราะไม่ว่าจะเป็นผู้จัดหรือผู้กำกับก็ต้องคิดให้เยอะก่อนจะมอบบทให้นักแสดงเล่นกันทั้งนั้นค่ะ แล้วถ้าให้ฉันที่ไม่มีประสบการณ์เลยไปแสดงมันจะเสี่ยงขนาดไหน ฉันเลยรู้สึกขอบคุณทุกคนที่เชื่อใจและให้โอกาสฉันมากๆค่ะ

Elle: มีคนคิดว่าคุณได้เล่นบทนี้แบบง่ายๆเพราะว่าคุณอยู่ในวงโซนยอชิแด
ซูยอง: เรื่องจริงค่ะ ฉันคิดว่าเรื่องมุมมองแง่ลบที่คนมีต่อไอดอลที่เป็นนักแสดงคือสิ่งที่ฉันต้องทนรับให้ได้ค่ะ ถ้าลำพังแค่ตัวฉันเองคงไม่มีทางที่โอกาสจะเข้ามาแบบนี้แน่ๆค่ะ ถึงละครทั้งสองเรื่องไม่ได้มีเรตติ้งสูงอะไรมากมาย แต่ฉันก็รู้สึกสบายใจมากขึ้นเพราะแบบนั้นค่ะ ไม่ว่าจะยังไงมันก็คือเรื่องจริงที่ว่า ฉันได้รับโอกาสมากมายเพราะฉันเป็นสมาชิกของโซนยอชิแดค่ะ แต่ฉันก็ไม่ได้รู้สึกแย่หรือเครียดอะไรกับมันนะคะ ฉันพยายามที่จะตั้งใจทำงานด้วยจิตใจที่มีความสุขมากกว่าค่ะ ซึ่งสมาชิกคนอื่นก็คงคิดแบบนี้เหมือนกันค่ะ

Elle: คุณแสดงเป็นผู้หญิงที่ร่าเริงสดใสทั้งสองครั้ง มีบทแบบไหนที่คุณอยากลองเล่นดูไหม?
ซูยอง: ฉันอยากแสดงเป็นตัวละครที่มีความชัดเจนดูค่ะ แบบผู้หญิงที่คุณหาเจอได้ใกล้ตัว คนธรรมดาที่เอาแต่ใจ ไม่ใช่บทที่ร้ายอย่างเปิดเผย แต่เป็นคนที่ทำตามอำเภอใจตัวเองในสถานการณ์ต่างๆ น่าจะแบบบทที่พี่คิมมินจงเล่นในเรื่อง 'New Heart' มั้งคะ?

Elle: คุณได้ชื่อว่าเป็นหนึ่งในไอดอลที่นำสมัยที่สุดในทุกๆวันของชีวิต และคุณก็ยังเป็นแบบอย่างด้านแฟชั่นสนามบินด้วย
ซูยอง: เป็นเรื่องเศร้าค่ะที่ครั้งหนึ่งฉันเคยอุตส่าห์แต่งตัวโดยเฉพาะ แต่พอมันไม่ได้เป็นข่าวใหญ่ฉันก็รู้สึกผิดหวังค่ะ (หัวเราะ) มันจะเป็นข่าวเวลาที่ฉันได้เสื้อผ้ามาจากสปอนเซอร์ค่ะ ฉันเป็นคนเลือกชุดที่จะแต่งด้วยตัวเอง แต่จะแบบเปิดประตูตู้เสื้อผ้าค้างไว้แล้วยืนเครียดอยู่เป็นชั่วโมงค่ะ นอกจากยึดกฎ 'อย่าเยอะเกินพอดี' ฉันก็ไม่มีเคล็ดลับพิเศษอื่นในด้านแฟชั่นแล้วค่ะ ฉันพยายามจะหาความเก๋แบบที่คนอื่นคิดไม่ถึงค่ะ แบบไม่ใช่เสื้อผ้าที่เห็นแวบแรกก็ดูสวยเลย แต่ฉันอยากแต่งอะไรที่มันไม่ซ้ำใครและให้ความรู้สึก 'เท่' ออกมาค่ะ แต่ฉันก็ยังไม่มั่นใจพอที่จะกล้าลองแบบนั้น ถ้าฉันจะลองใส่แจ็คเกตแบบหลวมของ Stella McCartney คู่กับรองเท้ารัดส้น พร้อมกระเป๋าถือแบบที่ฉันใช้ตอนถ่ายแบบล่ะคะ? แบบนั้นอาจจะเข้ากับท้องถนนของปารีสช่วงแฟชั่น วี้คนะคะ แต่ฉันไม่แน่ใจว่าจะเหมาะกับแฟชั่นสนามบินรึเปล่า



Elle: ปรากฏว่าคุณมีประสบการณ์มากที่สุดในโซนยอชิแด คุณเดบิวต์ครั้งแรกตอนปี 2001 ในฐานะนักร้องดูโอ้ชาวเกาหลี-ญี่ปุ่นที่ประเทศญี่ปุ่น
ซูยอง: ใช่ค่ะ ฉันอยู่กับ SM มาสิบกว่าปีแล้ว ตอนช่วงที่ฉันยังแทบไม่รู้อะไรเลย ฉันเริ่มต้นด้วย 'พรสวรรค์' ที่ฉันรู้สึกว่าตัวเองมีค่ะ ฉันเดินทางไปๆกลับๆจากญี่ปุ่น ขึ้นเครื่องบินด้วยตัวเองตั้งแต่อายุ 12 ขวบ ตอนที่ได้เห็นพี่โบอาขึ้นอันดับหนึ่งบนชาร์ต Oricon ฉันคิดกับตัวเองว่า 'ฉันคงจะเป็นเบอร์หนึ่งได้ถ้าไปญี่ปุ่นเหมือนกัน' แต่ฉันก็ทำไม่ได้ค่ะ ตอนขึ้นรถไฟใต้ดิน จัดการกับตารางงาน ฉันลองไปออดิชั่นมาทุกแบบเลยค่ะ ตอนนั้นเป็นช่วงที่ลำบากเพราะสมัครเข้าโรงเรียนไม่ได้ แถมเพราะยังรู้สึกด้วยว่าฉันไม่ได้รับการฝึกมากพอเหมือนเด็กฝึกคนอื่นที่โซล แต่ก็ต้องขอบคุณที่เป็นแบบนั้นเพราะฉันได้ 'ภาษาญี่ปุ่น' อันเป็นสิ่งที่มีค่ามา และยังได้มุมมองใหม่ด้านวงการบันเทิงที่แตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิงด้วย ถ้าฉันเริ่มต้นด้วยการเป็นโซนยอชิแดตั้งแต่แรกเลย ฉันคงจะต่างไปจากคนที่ฉันเป็นในวันนี้มากๆเลยค่ะ

Elle: ตอนคุณกลับไปเยือนญี่ปุ่นอีกครั้งในฐานะสมาชิกของโซนยอชิแด คุณคงจะรู้สึกปริ่มใจมาก
ซูยอง: ค่ะ ฉันเกือบจะร้องแล้วจริงๆ ตอนเราเดินออกมาที่สนามบิน มีแฟนคลับรอต้อนรับเราเต็มไปหมด ฉันรู้สึกซาบซึ้งมากเมื่อคิดว่า 'สิ่งที่ฉันไม่สามารถประสบความสำเร็จได้ด้วยตนเอง ตอนนี้ฉันทำได้แล้วเพราะมีสมาชิกร่วมวงอยู่เคียงข้าง' ในตอนนั้นเป็นช่วงขาลงของชีวิตเลยค่ะ ตำแหน่งของฉันในวงยังไม่ชัดเจน และฉันกลายเป็นเพียงผู้คอยสังเกตการณ์ ถึงแม้จะมีงานมาหาฉัน ฉันก็เอาแต่คิดว่า 'ฉันคงไม่เหมาะหรอก' แต่ตอนที่เราไปโปรโมทในญี่ปุ่น ฉันก็รู้สึกได้ถึงคุณค่าของเพื่อนร่วมวง ในที่สุดฉันก็สามารถช่วยทุกคนได้ ก่อนหน้านั้นทั้งการร้องเพลงและการเต้นของฉัน ไม่มีอะไรที่ฉันจะช่วยให้วงของฉันได้รับความสนใจขึ้นมาได้เลย จะมีก็แต่ทำให้ใครๆจำหน้าฉันได้ด้วยการทำท่าเลียนแบบคนนั้นคนนี้ออกรายการวาไรตี้เท่านั้น ฉันดีใจค่ะที่อย่างน้อยฉันสามารถช่วยเพื่อนๆได้ด้วยการพูดญี่ปุ่นเก่ง ฉันเคยคิดว่าตัวเองกำลังถอยหลังลงคลองไปเรื่อยๆ แต่พอหันมองดูรอบๆแล้ว ฉันเห็นว่าตัวเองกำลังเดินไปถูกทางแล้วค่ะ

Elle: คุณได้เรียนรู้ว่าความเพียรพยายามไม่สูญเปล่า และต้องคู่ไปกับการเฝ้ารอโอกาสอย่างฉลาดด้วย
ซูยอง: ถ้าคุณลองลากเส้นวาดอดีตของโซนยอชิแดเป็นกราฟ มันจะมีปัจจัยส่งเสริมที่ดีในจังหวะเวลาที่ถูกต้องค่ะ เราคือทีมที่โชคดีมากๆ ตอนเราเป็นที่นิยมในเกาหลีด้วยเพลงฮิต การโปรโมตที่ญี่ปุ่นของเราก็เริ่มขึ้นด้วย เราได้สูดอากาศอันสดชื่นของวงการบันเทิงญี่ปุ่นที่มีระบบต่างไปจากเกาหลีแบบสิ้นเชิง หลังจากนั้นเราก็ไปต่อที่สหรัฐอเมริกาและเริ่มทำกิจกรรมเดี่ยวของแต่ละคน ถ้าหากเราประสบความสำเร็จในชั่วพริบตาเดียว เราคงไม่อาจรู้สึกได้ถึงคุณค่าของการก้าวไปทีละขั้นหรอกค่ะ



Elle: มีความคิดแตกต่างกันหลายแบบเกี่ยวกับแนวดนตรีใหม่ในอัลบั้ม 'I Got A Boy' ของโซนยอชิแดที่ปล่อยออกมาตอนต้นปี แล้วคุณคิดยังไงบ้าง?
ซูยอง: ตอนที่ฉันได้ยินเพลงนี้ครั้งแรก ฉันคิดว่ามันต้องประสบความสำเร็จค่ะ ฉันคิดว่าจะมีคนบอกพวกเราว่า 'เป็นโซนยอชิแดสมกับที่คิดไว้เลย'(หัวเราะ) แต่แม้ว่าเสียงของเราทั้งเก้าคนจะเข้ากันได้ดีเยี่ยม ก็เป็นเรื่องยากที่เราจะร้องแต่ละท่อนอย่างเป็นอิสระ ถ้าร้องแค่คนเดียว เราจะสามารถคุมการเปลี่ยนของระดับเสียงได้ เช่นเริ่มแบบหนักแน่น ผ่อนลงตอนช่วงกลาง แล้วเร่งกลับขึ้นมาในช่วงท้าย แต่เพื่อนๆของฉันก็ใส่กันมาเต็มที่เท่าๆกันในท่อนของตัวเอง ฉันแอบผิดหวังนิดๆที่บาลานซ์ไม่ออกมาชัดเจนกว่านี้

Elle: ได้ยินมาว่าคุณเป็นคนชอบอยู่กับบ้าน
ซูยอง: ฉันไม่ชอบออกไปเที่ยวตอนกลางคืนค่ะ และคุณแม่ของฉันก็เกลียดการใช้ชีวิตที่ไม่มี 'วินัย' ด้วย แม่บอกฉันว่า 'ไม่ว่าลูกจะหาเงินได้มากขนาดไหนหรือโด่งดังยังไงตอนอยู่ข้างนอก แต่ที่บ้าน ลูกคือ 'ลูกสาวของแม่' เท่านั้น' อะไรๆเลยขัดแย้งกันวุ่นไปหมดตอนฉันเริ่มใช้ชีวิตในวงการบันเทิง ฉันอยากทำตัวเหมือนเด็กและปลดปล่อยตัวเองเต็มที่ตอนอยู่บ้าน แต่ตอนนี้ฉันคิดว่าเข้าใจความหมายที่แท้จริงของแม่แล้วค่ะ คุณแม่เป็นห่วงว่าถ้าขนาดในบ้านยังไร้ระเบียบ ตอนออกข้างนอกจะยิ่งเห็นชัดค่ะ

Elle: คุณเปิดเผยในรายการทีวีว่าพ่อของคุณเป็นโรคสายตาผิดปกติ
ซูยอง: จริงๆฉันไม่ได้ตั้งใจไว้อย่างนั้นค่ะ แต่เขาเน้นเรื่อง 'โรคของคุณพ่อซูยอง' มากเหลือเกิน ซึ่งฉันผิดหวังค่ะ เพรา้ะเขาไม่ได้บอกเลยว่าคุณพ่อของฉันเป็นใคร หรือฉันได้เรียนรู้อะไรจากพ่อบ้าง แต่ฉันก็รู้ว่าด้วยความเป็นรายการโทรทัศน์มันเลยเลี่ยงไม่ได้ค่ะ โรค(จอประสาทตาเสื่อม)จะเริ่มอาการหนักขึ้นเพียงทีละเล็กน้อยจนคุณไม่รู้ตัวเองเลย และพ่อของฉันก็ไม่เคยแสดงการป้องกันออกมา ฉันได้เรียนรู้หลายอย่างจากการได้ดูงานวิจัยของพ่อเกี่ยวกับโรคที่พ่อเป็น ได้เห็นพ่อคอยให้ความรู้และช่วยเหลือผู้ป่วยคนอื่นๆค่ะ



Elle: คุณคิดว่าอะไรคือแนวทางที่สำคัญที่สุดในการใช้ชีวิตเป็นคนดัง?
ซูยอง: การมองตัวเองโดยไร้อคติค่ะ และถึงแม้ว่าจริงๆแล้วฉันยังทำไม่ได้ขนาดนั้น ถ้าคนรอบข้างพากันชื่นชมฉัน ฉันจะเข้าใจผิดคิดว่าตัวเองมีความสำคัญ นี่เป็นสิ่งที่สมาชิกในวงทุกคนเห็นด้วยค่ะ จงอย่าเป็นกบที่ใหญ่เกินตัวในบ่อน้ำเล็กๆ ถ้ารู้ว่าคนอายุรุ่นฉันทำอะไรก็เป็นเรื่องสำคัญเหมือนกันค่ะ ตอนที่เราอยู่พร้อมหน้ากัน เราคิดว่าโลกที่เราอยู่คือทุกๆอย่าง แต่มันจะต่างกันถ้าคุณก้าวออกมาแค่เพียงนิดเดียว มีคนขึ้นรถเมล์ไปทำงานทุกวันตอนเช้า มีบ้างบางคนที่ขยันเรียน ได้ทุนการศึกษา และเข้าวิทยาลัย ฉันจะพยายามไม่ลืมช่วงเวลาเหล่านั้นในชีวิตนะคะ

Elle: มีอะไรที่คุณอยากจะเชี่ยวชาญด้วยตัวเองบ้างไหม?
ซูยอง: ฉันอิจฉาคนที่มีโลกส่วนตัวที่ไม่เหมือนใครค่ะ แบบไม่ใช่สิ่งที่ถูกสร้างเพื่อเป็นละครหรือใช้ลอกเลียน แต่เป็นจริงสำหรับทุกคน ฉันไม่ชอบให้มีใครมาลำบากใจเพราะฉันค่ะ เลยมีหลายครั้งที่ฉันพูดว่าไม่เป็นไร ทั้งที่มันไม่ใช่ แต่สิ่งที่ดูเหมือนว่าจะดีนั้นมักจะไม่ได้ดีแบบจริงๆ ถ้าคุณลองดูอย่างพี่ลีฮโยริ แบบที่ถ้าโลกของคุณชัดเจนและคุณทำถูกต้อง คุณก็ไม่จำเป็นต้องอ่อนน้อม ฉันอยากจะมีความสามารถแบบนั้นค่ะ

Elle: อนาคตของคุณในฐานะผู้หญิงที่ไม่ใช่หญิงสาวอีกแล้วจะเป็นอย่างไร?
ซูยอง: ถ้าคุณเป็นผู้หญิง ก็คงจะฝันอยากมีครอบครัวที่แสนสุข ฉันก็เหมือนกันค่ะ พอลองนึกภาพครอบครัวของเพื่อนร่วมวงทั้งแปดคนได้มาอยู่ด้วยกันกับฉันในอนาคตแล้วมันอิ่มใจจริงๆค่ะ ถ้าหากฉันสามารถอยู่ดูจนเพื่อนๆวงโซนยอชิแดแต่งงานมีลูกได้ ฉันว่าแค่นั้นก็คือปาฏิหารย์แล้วค่ะ

Elle: อายุ 24 ปีแล้ว นี่เป็นช่วงที่คุณจะดูสวยที่สุดในชีวิตไม่ใช่หรือ?
ซูยอง: ตอนฉันอายุ 20 ก็มีคนบอกว่า 'คุณจะสวยที่สุดตอนอายุ 20' แล้วก็จะมีคนอื่นที่บอกว่าอายุ 30 คือการเริ่มเป็นผู้หญิงเต็มตัวค่ะ (หัวเราะ) เมื่อเวลาผ่านไป ฉันคงจะรู้สึกเสียใจค่ะ ที่ไม่ได้ใช้ชีวิตตามหัวใจเรียกร้องโดยการบังคับจิตใจและควบคุมตนเอง แต่ถึงอย่างนั้นฉันก็จำเป็นต้องทำ และสุดท้ายฉันคิดว่าตัดสินใจได้ถูกต้องแล้วค่ะ





บทความแปลจาก Soshified
Sources: Elle Magazine, je-kwon
Translated by: [email protected]
Edited by: [email protected]
แปลไทย: EraOfGirls ll soshifanclub ll http://www.soshifanclub.com